counter
  • Home  / 
  • เคล็ดลับสุขภาพ
  •  /  ดีท็อกซ์ตับผิด ทำชีวิตดับ!! กับ 3 ข้อห้ามในการล้างพิษที่คุณต้องรู้

ดีท็อกซ์ตับผิด ทำชีวิตดับ!! กับ 3 ข้อห้ามในการล้างพิษที่คุณต้องรู้

ดีท็อกซ์ตับ

ปัจจุบันมีการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับการดีท็อกซ์ตับ หรือล้างพิษตับสารพัด มีทั้งนักวิชาการทางการแพทย์ และผู้ที่ไม่มีความรู้แต่อยากเปิดคอร์สก็มากมาย ฉะนั้นก่อนที่จะหลวมตัวไปเข้าคอร์สดีท็อกซ์ตับ ล้างพิษตับ คุณต้องรู้ข้อห้ามดังต่อไปนี้เสียก่อน จะได้ไม่เกิดผลเสียดังที่เป็นข่าวหน้าหนึ่ง ที่มีคนเสียชีวิตจากการเข้าคอร์สล้างพิษตับแบบผิดวิธี

สิ่งที่ควรรู้ก่อนดีท็อกซ์ตับ

ก่อนที่คุณจะเข้าคอร์สล้างพิษตับจากสถาบันใดก็ตาม ควรตรวจสอบประวัติผู้จัด หรือวิทยากรเสียก่อนว่า....ได้รับใบอนุญาตในการเปิดสถานพยาบาล หรือสถานประกอบการหรือไม่ และผู้ที่จัดคอร์สนั้นๆ เป็นบุคลากรทางการแพทย์หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือไม่ มีความน่าเชื่อถือแค่ไหน สมมุติเอาง่ายๆ ระหว่างหมอที่จบมาโดยตรงทำการรักษาและจัดยาให้คุณ กับอีกคนเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่ได้เรียนมาไม่มีประสบการณ์ ใช้แค่ความรู้สึกในการรักษา และจัดยาด้วยการเปิดกูเกิลดู คุณจะเชื่อใคร?

ดีท็อกซ์ตับ ล้างพิษตับแบบฉับพลัน อาจทำให้ตายได้

แน่นอนที่สุดว่า อะไรที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลันย่อมส่งผลเสียทั้งนั้น จู่ๆ ตับหรืออวัยวะอื่นๆ ก็ตามถูกฟอก หรือล้าง หรือเปลี่ยนแปลงแบบปุบปับคุณคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น ร่างกายจะปรับตัวได้หรือไม่? และสิ่งที่ตามมาจะเป็นยังไง เอาง่ายๆ ให้เห็นภาพ สมมุติคุณตื่นนอนและรีบลุกจากเตียงทันทีคุณจะมีอาการเช่นไร หน้ามืด? วิงเวียน? โลกหมุน? หรือ ถ้าคุณรับประทานอะไรสักอย่างเข้าไปและเกิดการถ่ายท้องอย่างหนัก เสียน้ำ เสียพลังงาน และจะเกิดอะไรขึ้นตามมา? การล้างพิษแบบแบบพลันก็เกิดผลต่อร่างกายเช่นกัน

สิ่งที่ห้ามทำในการดีท็อกซ์ตับ

1. อดอาหาร รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอเนื่องจากสถาบันหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการล้างพิษตับบางแห่งมีความเชื่อว่า ให้อดอาหารและทานได้เฉพาะอาหารบางชนิดเท่านั้น ซึ่งจะดีต่อร่างกาย เช่น น้ำมะนาวโซดา, น้ำใบย่านาง, น้ำมะพร้าว หรือทานผลไม้อย่างเดียวชนิดเดียว แต่คุณทราบหรือไม่ว่าการทำแบบนี้ไม่ได้ช่วยดีท็อกซ์ตับ หรือดีท็อกซ์ร่างกายเลยด้วยซ้ำ ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีร่างกายยิ่งจะขาดสารอาหาร เกิดผลเสียต่อร่างกาย เช่น ขาดพลังงาน หน้ามืด ไม่มีแรง น้ำตาลในเลือดต่อ โดยเฉพาะใครที่รับประทานเฉพาะของที่ทำให้ถ่ายท้อง ยิ่งจะทำให้ช็อคเนื่องจากขาดน้ำ นี่จึงเป็นที่มาของสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ

2. สวนรูทวาร เพราะเชื่อว่าไขมันจะไหลออกมาหลายๆ คนเปิดกูเกิลดูและมีความเชื่อว่า การสวนรูทวารด้วยน้ำเกลือหรือกาแฟจะช่วยทำให้ไขมันในตับไหลออกมาในรูปแบบอุจจาระ ทำให้ลำไส้สะอาดปราศจากไขมัน แต่ความจริงแล้วถ้าผู้กระทำไม่มีความรู้ที่ดีพอ รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ ไม่มีความสะอาด อาจะส่งผลให้เกิดการติดเชื้อและถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน

นอกจากนี้การสวนรูทวารหนักจะทำให้มีอุจจาระออกมาในปริมาณมากแต่นั่นไม่ได้แปลว่าเป็นการดีท็อกซ์จนลำไส้สะอาดเกลี้ยง แต่มันยิ่งเป็นการไปกระตุ้นลำไส้ใหญ่ให้ทำงานหนักเกินไป หากทำบ่อยๆ ก็ทำให้สูญเสียแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร ส่งผลให้ระบบขับถ่ายรวนและมีปัญหา ง่ายๆ คือ ในอนาคตอาจขับถ่ายด้วยตนเองไม่ได้ต้องอาศัยการสวนทวารไปตลอด

3. สารพัดสูตรในการดีท็อกซ์ตับ ล้างพิษตับที่มีความเชื่อแบบผิดๆ ตับเป็นอวัยวะที่ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายจริง แต่การรับประทานบางอย่างเข้าร่างกายเช่น น้ำมันมะกอกและดีเกลือ ไม่ได้ช่วยในการล้างพิษตับอย่างที่เข้าใจเลย ดีเกลือทำให้ถ่ายคล่องขึ้นจริง น้ำมันมะกอกจะปะปนออกมากับอุจาระ ดังนั้นคนที่รับประทานทั้ง 2 อย่างพร้อมกันจึงเข้าใจว่า ทานเข้าไปแล้วช่วยขับไขมันออกมาจากร่างกาย นั่นเป็นการเข้าใจผิดแบบมหันต์

ดีท็อกซ์อย่างไรให้ถูกวิธี

ถ้าต้องการดีท็อกซ์ หรือล้างพิษในร่างกาย เราสามารถทำได้ด้วยการรับประทานอาหารที่ดีและออกกำลังกาย เป็นการค่อยๆ ฟื้นฟูอวัยวะอย่างช้าๆ ค่อยเป็น ค่อยไป อาจจะทานอาหารจำพวก กากใยเยอะๆ เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง และดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำเปล่าในตอนเช้าเพื่อเป็นการชะล้างไขมัน เน้นการรับประทานให้ครบ 5 หมู่ ให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน

สูตรดีท็อกซ์ที่ปลอดภัยและได้ผล

สูตรนี้เป็นสูตรน้ำผักที่ช่วยฟื้นฟูตับ ดีท็อกซ์ตับและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ให้กลับมาทำงานได้ตามปกติ

สิ่งที่ต้องเตรียม

- บีทรูท

- เซอราลี่

- ใบบัวบก

- มะนาว

วิธีทำ: ผสมทุกอย่างตามสัดส่วนที่พอเหมาะ ด้วยการกะเอา ไม่ตายตัว กะให้ได้ประมาณ 1 แก้ว และนำไปปั่นรับประทานสดวันละแก้ว จะเวลาเช้าหรือบ่ายก็ได้

สูตรดีท็อกซ์ตับ

คำแนะนำ: ห้ามปรุงรสเด็ดขาด อย่าเน้นความอร่อยด้วยการเติมน้ำตาล หรือน้ำเชื่อม เพราะนั่นนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยิ่งจะทำให้ตับทำงานหนักขึ้นไปอีกด้วย (สามารถอ่านโทษ 100 ข้อของน้ำตาลได้ในบทความต่อไปจ้า)

ที่มา: เพจหมอไฟพรมวิหารสี่

www.sanook.com

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการดีท็อกซ์