counter

ดี หรือ ไม่ดี...กินเผ็ดจนหูดับ อยากรู้ความลับให้มาทางนี้!!

ประโยชน์ โทษกินเผ็ด

รู้ๆ กันดีว่าอาหารไทยนั้นรสแซบสะเดิดขนาดไหน ขนาดคนไทยเองยังกินแล้วน้ำหูน้ำตาไหล ฉนั้นต่างชาติก็ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าจะซ้ดซ้าดเยี่ยงไร แล้วทุกคนเคยตั้งข้อสังเกตกันมั้ยล่ะว่า เพราะอะไรนะทำไมคนไทยถึงชอบรสจัด และการกินรสจัดมันดีอย่างไร? ทั้งๆ ที่ลิ้นคนเรารับรสได้แค่ เปรี้ยว หวาน เค็ม ขม เท่านั้น โดยเฉพาะส้มตำ ทำไมเผ็ดแล้ว...ยังกินกันเป็นอาหารหลัก กินเผ็ดมีประโยชน์และโทษอย่างไร? ถ้าใครอยากรู้คำตอบเบื้องหลังความแซบนัวมาทางนี้ได้เลย จะเฉลยให้ฟัง.......

กินเผ็ด ให้ประโยชน์หรือโทษกันแน่?

วันนี้เราขอสรุปให้ฟังแบบย่อๆ ก็แล้วกัน ว่าการกินเผ็ดนั้นจริงๆ แล้วมีประโยชน์หรือโทษกันแน่ ? โดยเริ่มจากประโยชน์ของการกินเผ็ดกันก่อนเลย

ประโยชน์ของการกินเผ็ด

1. กินเผ็ดมีประโยชน์ในเรื่องการเผาผลาญ เนื่องจากรสเผ็ดจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายขับเหงื่อออกมา ซึ่งเจ้าเหงื่อนี่เองที่ช่วยทำให้ร่างกายของเราระบายความร้อน เจ้าความร้อนนั่นก็คือการเผาผลาญนั่นแหละ ใครที่อยากลดน้ำหนักวิธีนี้ก็นับว่าเจ๋งไปเลย ทั้งแซบ ทั้งผอมฮวบฮาบ วิธีนี้ใช้ได้ผลจริงเพียงแค่คุณเติมความเผ็ดลงไปอีกสักสเต็ปนึงจากอาหารปกติแค่นี้ก็ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญแล้วนะ

2. กินเผ็ดระบบทางเดินหายใจทำงานได้ดี ในพริกมีสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่าแคปไซซิน ซึ่งสารตัวนี้จะช่วยลดน้ำมูกและสารที่ไปขวางระบบทางเดินหายใจ ให้กลับมาทำงานได้ดี ถ้าใครเป็นหวัดหายใจฟืดฟ้าดมีแต่น้ำมูกแล้วล่ะก็ ลองจัดตำถาดสักครกดูสิ เป็นอันรู้เรื่อง คุณจะรู้สึกโล่งเหมือนวิ่งเล่นในสนามหลวงเลยล่ะ

3. กินเผ็ดลดความเสี่ยงเป็นมะเร็ง ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจร่วมกันก่อนว่า การลดความเสี่ยงนั้นไม่ได้แปลว่ารักษาได้นะจ๊ะ เนื่องจากในพริกมีวิตามินที่ค่อนข้างสูงซึ่งจะช่วยควบคุม หรือไปยับยั้งสารไนไตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งนั้นเอง หมายความว่าถ้าเรากินอาหารที่มีรสเผ็ดเป็นประจำ ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งก็ลดตามไปด้วย โอเคนะ!

4. กินเผ็ดลดอาการเจ็บ บวม เมื่อไม่สบาย อาการเหล่านี้ก็เช่น เจ็บคอ ปวดฟัน เป็นต้น เนื่องจากในสารแคปซินจะถูกนำไปเป็นส่วนผสมในขี้ผึ้งเพื่อนำไปแก้อาการปวดฟัน และแก้อาการคันนั่นเอง นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการอุดตันของเส้นเลือด รสเผ็ดนี่แหละที่จะช่วยทำให้เลือดลมไหลเวียนดี สังเกตคนกินเผ็ดแล้วหน้าแดงสิ นั่นเลือดลมสูบฉีดเพราะความเผ็ดร้อนนะ...ไม่ใช่ความเขินพ่อค้า แต่ยังไงก็ต้องลงเป็นเสียงเดียวกันอยู่ดีว่า กินเผ็ดแล้วมันสดชื่นจริงๆ ยิ่งอาหารภาคใต้ รสเผ็ดร้อนแบบไทยๆ เมนูไหนก็อร่อยได้เรื่องจริงๆ !!

ข้อควรระวัง :คนที่มีปัญหาเรื่องลำไส้แปรปรวน หรือโรคกระเพาะควรรักษาให้หายก่อน

โทษของการกินเผ็ด

1. กินเผ็ดเสี่ยงโรคหัวใจ การกินเผ็ดมีประโยชน์ก็ใช่ว่าจะไม่มีโทษนะจ๊ะ รู้หรือไม่ว่าถ้าเรากินเผ็ดมากแบบเกินลิมิตก็ทำให้เกิดโรคหัวใจได้เหมือนกัน เพราะรสชาติเผ็ดจะไปกระตุ้นให้ระบบโลหิตไหลเวียนดี แต่ถ้ามันทำงานดีจนหนักเกิน ก็ส่งผลต่อความร้ายแรงตามมาเหมือนกัน วิธีแก้ง่ายๆ คือ ลดระดับความเผ็ดลงมา ไม่ต้องเอาถึงเผ็ดตายก็ได้มั้ง

2. กินเผ็ดสาเหตุโรคกระเพาะ แน่นอนว่าถ้ากินเผ็ดเกินมนุษย์มนาเขา มันย่อมส่งผลต่อร่างกาย สิ่งที่เราเห็นได้ชัดก็คือ เกิดอาการแสบท้อง ปวดกระเพาะ หรืออาจจะมีอาการท้องเสียร่วมด้วย คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก็คือ ควรรับประทานให้อยู่ในระดับความเผ็ดที่ร่างกายรับได้ ถ้าเราทานไปละรู้ว่าเผ็ดซี้ดสะเดิดเกินเหตุ เราก็หยุดกินเองนั่นแหละถูกมั้ย และถ้าใครเป็นโรคกระเพาะหรือโรคลำไส้ รีบงดให้ไว แล้วไปรักษาโรคให้หายก่อนเลยจ้ะ

3. เผ็ดตายไม่เอาเรื่อง เดี๋ยวๆ ใจเย็นๆ ก่อน เท่าที่ผ่านมาแพทย์ยังไม่พบว่ามีใครที่เสียชีวิตเพราะกินเผ็ดมากเกินไป อย่างยอดนักกินพริก 3 คน ได้แก่ ริชาร์ด เลอเฟฟเร จากรัฐเนวาดา ที่สามารถกินพริกฮาลาปิโนดอง 247 เม็ด ภายใน 8 นาที และอนันดิตา ดัตตา ทามูลี ชาวอินเดียว แชมป์กินพริกที่ได้ลงกินเนสบุ๊ค หรือนาย มานูเอล ควีรอซ แม้ไม่ได้กินแต่เอาพริกถูหน้าและบีบน้ำพริกเข้าตา แต่ทั้ง 3 คนก็ยังสุขภาพแข็งแรงดี ยังไม่มีใครล้มป่วยลงเพราะกินเผ็ด แต่มีผลการทดลองจากประเทศญี่ปุ่นเหมือนกันว่ามีหนูได้รับสารแคปไซนินจากพริกจนตายเพราะภาวะปอดล้มเหลว แต่ปริมาณที่หนูได้รับนั้นเท่ากับพริกฮาลาปิโนหลายๆ พันเม็ดที่กินในอาหารเพียงมื้อเดียว แต่เอิ่ม......มนุษย์เราคงไม่มีใครกินขนาดนั้นเนอะ เอาแค่พอเป็นยาก็คงพอแล้ว ต่อให้ดีแค่ไหนแต่ถ้ากินมากเกินไปย่อมมีโทษทุกอย่าง

เทคนิคการกินเผ็ด ฉบับเบบี๋

คำว่าเผ็ดจนหูดับของแต่ละคนมาตรฐานไม่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ต้องถึงขนาดกับขนพริกมาทั้งสวนก็ได้มั้ง เอาแค่เพิ่มระดับความเผ็ดจากที่กินปกติขึ้นมาอีกสเต็ปนึง ลองโรยพริกลงหน่อย เพิ่มเครื่องเทศอีกนิด พอให้เป็นยา กะให้แก้มแดงระเรื่อ ร้อนผ่าวๆ เป็นอันใช้ได้ นั่นหมายความว่าเลือดลมไหลเวียนดี คิดถึงส้มตำ ยำแซ่บ แล้วซี้ด จริงๆ

ที่มา: http://guru.sanook.com/24091/http://www.detsood.com/6453-content/รายการหมอนอกกะลา

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องน่ารู้...คู่สุขภาพดี