counter

ดื่มน้ำถูกต้อง...ช่วยให้ชีวิตยืนยาว

แม้เราทุกคนทราบดีว่าควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว จึงจะเพียงพอต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย แต่ในทางปฏิบัติแล้วมีสักกี่คนที่ดื่มน้ำได้อย่างเพียงพอ หรือแม้ว่าทำได้ แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการดื่มน้ำนั้นถูกต้องแล้ว เราจึงมีหลักการดื่มน้ำที่ถูกวิธีมาฝากกัน

1 ดื่มน้ำให้เหมาะสมกับน้ำหนักตัว มีสูตรคำนวณที่ช่วยให้เรารู้ว่าควรดื่มน้ำปริมาณเท่าไหร่จึงจะเหมาะสมกับร่างกาย เนื่องจากแต่ละคนมีน้ำหนักตัวต่างกัน การดื่มน้ำจึงควรอิงจากน้ำหนักตัวของเราเป็นหลัก โดยมีสูตรที่องค์การอนามัยโลกได้กำหนดไว้ดังนี้

น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) x 2.2 x 30  หารด้วย 2 = ……. ซีซี

ตัวอย่าง สมมุติคุณผู้อ่านน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม

 (60 x 2.2 x 30)/2 = 1,080 ซีซี

1,000 ซีซี = 1 ลิตร

1 ลิตร = 5 แก้ว

1.9 ลิตร = 10 แก้ว

ดังนั้น หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม จะต้องดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 10 แก้ว

2  ดื่มน้ำหลังตื่นนอนตอนเช้า หลังจากตื่นนอนตอนเช้าควรดื่มน้ำทันทีอย่างน้อย 1-2 แก้ว หากเป็นน้ำอุ่นจะยิ่งดีเพราะร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันที แต่ถ้าเป็นน้ำเย็นร่างกายต้องปรับอุณหภูมิก่อนจึงนำไปใช้ได้ ทั้งนี้ในตอนเช้าเลือดในร่างกายคนเราจะมีความเข้มข้นสูง การดื่มน้ำตอนเช้าจึงช่วยทำให้ความเข้มข้นของเลือดลดลง และยังเป็นการชำระล้างระบบขับของเสียในร่างกาย ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาเหมาะสมในการกำจัดพิษออกจากร่างกาย นอกจากนี้สำหรับคนที่มีอาการท้องผูก ให้ลองดื่มน้ำ 5 แก้วในตอนเช้า ซึ่งในช่วงแรกอาจต้องเข้าห้องน้ำปัสสาวะบ่อย แต่หลังจากนั้นร่างกายจะค่อย ๆ ปรับสมดุลระบบขับถ่ายให้ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ โดยไม่ต้องพึ่งยาระบายหรือยาถ่ายที่อาจเป็นอันตรายต่อลำไส้ได้

3 หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็นจัด คนส่วนใหญ่ชอบการดื่มน้ำเย็นมาก ๆ บางคนถึงขั้นหากน้ำไม่เย็นจะดื่มไม่ได้เลย แต่คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าบรรดาน้ำเย็นทั้งน้ำเปล่า น้ำชา น้ำอัดลม น้ำผลไม้ เป็นต้น ล้วนส่งผลเสียต่อร่างกายทั้งสิ้น เนื่องจากปกติอุณหภูมิในร่างกายคนเราอยู่ที่ 36-37 องศาเซลเซียส ถ้าดื่มน้ำเย็นอุณหภูมิประมาณ 2 องศาเซลเซียส น้ำเย็นจะไปดึงความร้อนจากร่างกายมาเพื่อทำให้อุณหภูมิของสิ่งที่ดื่มเท่ากับร่างกาย การดูดซึมจึงจะทำงานได้ ทำให้ร่างกายต้องสูญเสียพลังงานและเสียเวลาในการปรับสมดุลให้คืนสู่ปกติ

4 ดื่มน้ำให้ถูกเวลา คิดว่าน่าจะทุกคนที่ดื่มน้ำผิดเวลา โดยเฉพาะช่วง 15 นาที ก่อนรับประทานอาหาร ระหว่างรับประทานอาหาร และหลังรับประทานอาหารอิ่มใหม่ ๆ ซึ่งล้วนเป็นช่วงเวลาที่ควรดื่มน้ำน้อยที่สุด เพื่อให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารได้ทำงานเสียก่อน หากดื่มน้ำมากในช่วงนี้จะส่งผลให้น้ำย่อยเจือจางทำให้การย่อยไม่ดี อาหารเกิดการหมักหมมใน กระเพาะอาหารจนเป็นแก๊สพิษขึ้นในร่างกาย เมื่อร่างกายได้รับแต่สารพิษไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ จึงทำให้คนเราเจ็บป่วยได้ง่ายนั่นเอง ดังนั้น ระหว่างรับประทานอาหารควรดื่มน้ำไม่เกิน 1 แก้ว เพื่อให้น้ำย่อยย่อยอาหารได้เต็มประสิทธิภาพ และหลังรับประทานอาหารเสร็จแล้ว 40 นาที จึงค่อยดื่มน้ำตามปกติ แต่ที่สำคัญและขอย้ำคือ “ไม่ควรดื่มน้ำเย็น”

ส่วนช่วงเวลาระหว่างวันให้ดื่มน้ำบ่อย ๆ โดยเฉพาะการดื่มตอนท้องว่างจะได้ประโยชน์กับร่างกายที่สุด แต่ควรดื่มครั้งละน้อย ๆ หรือที่เรียกว่า “จิบ” อย่ารอให้รู้สึกกระหายน้ำแล้วค่อยดื่ม เพื่อให้น้ำในร่างกายมีความสมดุล ไตไม่ต้องทำงานหนักในการขับน้ำออกจากร่างกาย และการจิบน้ำยังเป็นวิธีที่ช่วยให้ไม่ปวดปัสสาวะบ่อยด้วยค่ะ รู้เคล็ดลับดีๆของการดื่มน้ำแล้ว อย่าลืมนำไปปฎิบัติ เพื่อสุขภาพที่ดีกันถ้วนหน้านะคะ