counter

บอกลา"รังแค"รังควาน

สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องของรังแคตามรังควานจนทำให้เกิดความรำคาญใจ ต้องเกาหนังศีรษะตลอดเวลา และขาดความมั่นใจในการสวมใส่เสื้อผ้าสีเข้ม เพราะกลัวเห็นรังแคที่ร่วงจากหนังศีรษะได้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ ให้ลองทำตามคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการดูแลหนังศีรษะให้ปลอดจากรังแคที่นำมาฝากกันในวันนี้นะค่ะ แต่ก่อนอื่นเราควรทำความรู้จักกับรังแคกันก่อนดีกว่าว่า คืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร

รังแคคืออะไร

รังแค (Dandruff) เป็นภาวะที่เกิดจากเซลล์ผิวหนังบนศีรษะที่ตายแล้วหลุดลอกออกมามากเกินไปหรือเร็วเกินไป โดยตามวงจรปกติ เซลล์หนังศีรษะที่เกิดใหม่จะค่อยๆ เลื่อนจากใต้ผิวหนังขึ้นมาจนถึงผิวชั้นบนสุด และหลุดลอกออกไปในเวลาเฉลี่ยประมาณ 28 วัน ซึ่งเซลล์ที่หลุดออกจะมีขนาดเล็กจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ถ้าวงจรการผลัดเปลี่ยนเซลล์หนังศีรษะถูกเร่งให้เกิดเร็วขึ้น เช่น เกิดการหลุดลอกในระยะเวลาเพียง 7-21 วัน เซลล์ที่หลุดออกมาก็จะเป็นสะเก็ดสีขาวหรือเทาที่มีขนาดใหญ่จนมองเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า ซึ่งเราเรียกว่ารังแค แถมยังมีอาการคันศีรษะร่วมด้วย

รังแคเกิดขึ้นได้อย่างไร

ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่ารังแคเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เชื่อว่า เชื้อราเซลล์เดียวที่เรียกว่า “เชื้อยีสต์” และฮอร์โมนแอนโดรเจนมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการเกิดรังแค นอกจากนี้ภาวะที่ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่สบาย มีความเครียด รวมถึงการรบกวนหนังศีรษะ ไม่ว่าจะเป็นการรบกวนจากสารเคมีที่อยู่ในผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผม หรือการรบกวนทางกายภาพ ด้วยการเกา การถู ก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดรังแคได้ แต่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากสาเหตุใด รังแคเป็นสิ่งที่เราสามารถวินิจฉัยได้ไม่ยาก แต่หากไม่แน่ใจว่ามีโรคผิวหนังชนิดอื่นๆ เกิดขึ้นร่วมด้วยหรือไม่ ควรขอคำปรึกษาจากแพทย์

การดูแลหนังศีรษะด้วยตัวเอง

คราวนี้ลองมาดูคำแนะนำในการดูแลหนังศีรษะว่าเราสามารถแก้ปัญหารังแคด้วยตัวเองได้อย่างไรบ้าง

  • สระผมทุกวันด้วยยาสระผมขจัดรังแคอย่างอ่อนเพื่อขจัดไขมันส่วนเกิน แต่ควรสระผมด้วยน้ำเย็นเพื่อช่วยให้หนังศีรษะไม่แห้งและลอกเป็นขุย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดรังแค แถมยังทำให้ผมดูนุ่นสลวย เงางามอีกต่างหาก
  • เปลี่ยนชนิดของยาสระผมถ้าใช้ไม่ได้ผล
  • ใช้ยาสระผมหลายชนิดสลับสับเปลี่ยนกัน เพื่อลดการดื้อต่อตัวยา
  • หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ตกแต่งทรงผม เช่น เจลแต่งทรงผม สปรย์ฉีดผม เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจสะสมบนเส้นผมและหนังศีรษะทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา
  • ปล่อยให้ผมแห้งเองตามธรรมชาติหลังสระผม
  • แปรงผมเบาๆ ตั้งแต่หนังศีรษะจนถึงปลายผม ด้วยหวีซี่ห่างๆ แต่ไม่ควรใช้หวีที่แข็งเกินไป หรือหวีซี่ห่างๆ เพราะอาจจะดึงเส้นปมให้หลุดร่วงมากขึ้น
  • อย่าเกาหรือถูหนังศีษะแรงๆ
  • การใช้น้ำผสมน้ำมันหอมระเหยจากโรสแมรีหรือลาเวนเดอร์ หรือใช้น้ำมัน 2-3 หยด ถูให้ทั่วหนังศีรษะ อาจช่วยลดการเกิดรังแค
  • รับประทานผักสด ผลไม้ เมล็ดธัญพืชมากๆ และควรรับประทานเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำในปริมาณเพียงเล็กน้อยด้วย
  • จำกัดปริมาณการรับประทานน้ำตาลและยีสต์เพราะสารเหล่านี้อาจส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อราที่เป็นสาเหตุของรังแค
  • รับประทานวิตามินบี ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพผิวและเส้นผม รวมทั้งอาหารประเภทเมล็ดธัญพืช ไข่แดง ถั่วเหลือง กล้วย ถั่วเปลือกแข็ง พืชผักสีเขียว และอะโวคาโด ซึ่งเป็นอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี
  • รับประทานอาหารที่มีธาตุสังกะสี เพื่อช่วยปรับการทำงานของต่อมไขมัน ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง และช่วยทำให้แผลหายเร็ว เช่น ไข่แดง ปลา (ซาร์ดีน) เนื้อสัตว์ ถั่วเหลือง เมล็ดทานตะวัน และเมล็ดธัญพืช เป็นต้น
  • ควรออกไปรับแสงแดดบ้าง โดยเฉพาะแสงแดดก่อน 9 โมงเช้า หรือหลัง 4 โมงเย็น ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง
  • หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี เช่น การใช้แชมพูแรงๆ น้ำยาดัดผม น้ำยาเซ็ทผม น้ำยาย้อมผม และน้ำมันแต่งผม เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้รังแคกำเริบได้

ด้วยวิธีการง่ายๆ ในการดูแลเส้นผม และสุขภาพของหนังศีรษะ เราเตรียมบอกลารังแคที่มากวนใจกันได้เลย แต่หากใช้ยาสระผมขจัดรังแคและปฏิบัติตามคำแนะนำที่กล่าวมาแล้ว แต่อาการยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เพราะรังแคอาจเป็นอาการของโรคผิวหนังอื่นๆ ได้ จึงต้องหาสาเหตุที่ชัดเจนและแก้ไขให้ถูกต้องค่ะ

Click here to add a comment

Leave a comment: