counter

ผลัดผิวสวยด้วยกรดผลไม้

กรด AHA หรือ Alpha Hydroxy Acid เรียกอีกอย่างว่า “กรดผลไม้” เป็นที่กล่าวถึงกันมานานในแวดวงความสวยความงาม มีจุดเด่นตรงที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพออกไป ช่วยเผยผิวใหม่ที่สดใสเรียบเนียน ดูอ่อนกว่าวัย กรด AHA จึงถูกนำไปเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางต่าง ๆ มากมาย และยังเป็นที่นิยมใช้ตามคลินิกและสถาบันเสริมความงามด้วย

สำหรับการลอกหน้าด้วยกรดผลไม้ หรือ AHA นั้นช่วยให้เซลล์ผิวหน้าชั้นนอกสุดคือชั้นขี้ไคลที่ตายแล้วหลุดลอกออกไป ทำให้ผิวดูสดใส การลอกผิวนอกจากพบแพทย์ให้ทำการลอกให้แล้ว เราสามารถทำได้ด้วยตนเองโดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีจำหน่ายในท้องตลาด

แม้กรด AHA จะถูกพูดถึงด้านดีมากมาย แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน หากใช้ไม่ถูกวิธีก็อาจเกิดผลกระทบตามมาได้ ดังนั้น เรามาทำความรู้จักกับกรดผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อจะได้เลือกใช้ได้อย่างถูกต้อง

กรดผลไม้เป็นอย่างไร

เครื่องสำอางกรดผลไม้แบ่งเป็น 2 ชนิดหลัก คือ AHA และ BHA ที่นิยมใช้คือ AHA ก่อนใช้ต้องรู้ความเข้มข้นของตัวกรด และค่ากรดด่าง (pH) ของผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง AHA ส่วนใหญ่มีความเข้มข้นตั้งแต่ร้อยละ 1-15 ความเข้มข้นของ AHA ที่ต่ำที่สุดที่ทำให้ผิวลอกได้คือร้อยละ 4 ถ้าความเข้มข้นสูงถึงร้อยละ 8-15 ผิวจะลอกมากอาจทำให้ผิวระคายเคือง

สำหรับค่าความเป็นกรดด่างควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 3-5 ถ้าค่าต่ำกว่านี้ผลิตภัณฑ์จะมีฤทธิ์เป็นกรดมากและทำให้ระคายเคืองสูง ถ้าค่า pH สูง ผลิตภัณฑ์จะมีฤทธิ์เป็นด่าง ทำให้ผิวไม่ลอก คือใช้แล้วไม่ได้ผล

AHA ตัวเก่งวงการแพทย์ผิวหนัง

กรด AHA เป็นสารประกอบที่มีฤทธิ์เป็นกรด สกัดได้จากพืชผักผลไม้ตามธรรมชาติ เช่น กรดซิตริกจากส้ม มะนาว ส้มโอ กรดแลกติกจากนมเปรี้ยว กรดมัลลิกจากแอปเปิล กรดไกลโคลิกจากอ้อย กรดทาร์ทาลิกจากไวน์ เป็นต้น ความจริงกรดผลไม้ถูกค้นพบมานานแล้ว ดังที่พระนางคลีโอพัตรามักจะอาบน้ำนมให้ผิวพรรณดูผุดผ่อง เพราะในนมมีกรดแลกติกที่ช่วยให้ผิวพรรณสดใสนั่นเอง

มาวันนี้กรดผลไม้ถูกนำมาใช้ในวงการแพทย์ผิวหนัง เพื่อใช้รักษารอยสิว ฝ้า จุดด่างดำ ริ้วรอยเหี่ยวย่น รวมถึงติ่งเนื้อเล็ก ๆ บนใบหน้า กลายเป็นตัวเอกที่ช่วยชะลอริ้วรอยไม่ให้แก่ก่อนวัย โดยทั่วไปผิวพรรณของผู้หญิงจะดูเต่งตึง สดใส มีน้ำมีนวลมากที่สุดในช่วงอายุ 20 ปี ซึ่งเมื่อเซลล์เก่าตายเซลล์ใหม่ก็จะขึ้นมาทดแทนได้ทันที แต่เมื่อเราอายุล่วงเลยย่างเข้าวัยเลข 3 กระบวนการแบ่งตัวของเซลล์จะเริ่มมีปัญหา เซลล์เก่าที่ตายแล้วไม่ยอมหลุดออกไป เซลล์ใหม่ไม่สามารถขึ้นมาแทนที่ได้ ใบหน้าและผิวพรรณจึงดูหม่นหมอง ไม่สดใส ยิ่งเมื่อผิวต้องเจอกับแสงแดดและมลภาวะภายนอก จะยิ่งทำให้ผิวพรรณดูหมองคล้ำมากยิ่งขึ้น

กรด AHA จึงเปรียบเสมือนตัวเก่งที่มีบทบาทสำคัญช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าเพื่อให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ เมื่อทำเป็นประจำต่อเนื่องจะส่งผลให้ผิวหน้าแลดูเรียบเนียนสดใส หากใช้ต่อเนื่องกันประมาณ 6 สัปดาห์ ริ้วรอยตื้น ๆ ไม่ลึกมากนักจะเห็นผลดีขึ้น หากเป็นริ้วรอยปานกลางอาจใช้เวลานานถึง 3 เดือน หรือมากกว่านั้น แต่หากริ้วรอยนั้นลึกมาก ๆ อาจจะไม่ค่อยได้ผลมากนัก

ใช้กรด AHA บำบัดผิวหน้าอย่างไรให้ปลอดภัย

กรด AHA ที่มีความเข้มข้นสูง สามารถขจัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดลอกได้อย่างรวดเร็ว แต่หากใช้ในปริมาณความเข้มข้นสูงเกินไป จะเกิดการระคายเคือง ผิวไวต่อแสงแดด จึงแพ้แดดได้ง่ายกว่าปกติ รวมถึงอาจเกิดผื่นคันและเกิดรอยดำได้ เพราะฉะนั้นจึงควรใช้กรดผลไม้ในเปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นที่เหมาะสม ที่นิยมใช้กันจะมีความเข้มข้นอยู่ที่ประมาณ 20-70% ซึ่งควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ และควรให้แพทย์ผิวหนังทำการลอกหน้าให้จะปลอดภัยกว่า

สำหรับการลอกหน้าด้วยกรดผลไม้ตามคลินิกหรือสถานเสริมความงาม จะเริ่มจากการเช็ดเครื่องสำอางออกให้หมดก่อน แล้วใช้ผ้าก๊อซปิดตาไว้ป้องกันไม่ให้น้ำยาสัมผัสกับดวงตา เพราะจะทำให้ตาระคายเคืองและอักเสบอย่างรุนแรงได้ แล้วจึงทากรด AHA ลงบนผิวหน้าทิ้งไว้ 2-3 นาที ระหว่างนี้จะมีอาการคันเล็กน้อย จากนั้นล้างหน้าให้สะอาด ซึ่งหลังการลอกหน้าผิวจะบวมแดงเล็กน้อย อีก 2-3 วัน ผิวจะลอกเป็นขุย และควรทำการลอกหน้าต่อเนื่องกัน 6 ครั้ง แต่ละครั้งควรเว้นระยะเวลาห่างกันประมาณ 2-3 สัปดาห์ ซึ่งการลอกผิวควรทำบ่อยแค่ไหนและใช้น้ำยาเข้มข้นเพียงใดแพทย์จะประเมินตามสภาพผิวของแต่ละบุคคล

อย่างไรก็ตาม การลอกผิวบ่อย ๆ จะทำให้ผิวหน้าบางลง ทำให้อาจได้รับอันตรายจากแสงยูวีในแสงแดดได้ โดยอาจส่งผลให้ผิวหนังเหี่ยวแก่ก่อนวัย และอาจเกิดมะเร็งผิวหนังได้ ผู้ทำการลอกหน้าจึงต้องหลบเลี่ยงการถูกแดดจัดๆ และควรทาครีมกันแดดเสมอ สำหรับผู้ที่มีผิวขาวอยู่แล้วไม่ควรทำการลอกผิวด้วยกรด AHA เพราะจะมีโอกาสได้รับผลกระทบจากแสงแดดมากกว่าผู้ที่มีผิวคล้ำ และมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังมากขึ้นด้วย

การเลือกซื้อกรดผลไม้

ก่อนซื้อควรดูฉลากเพื่อตรวจสอบส่วนผสม ถ้าพบว่าชื่อของ AHA เป็นส่วนผสมที่อยู่ท้ายๆ ของรายชื่อสารเคมีทั้งหมด อาจแสดงว่าผลิตภัณฑ์ยี่ห้อนั้นมีส่วนผสมของ AHA น้อยเกินไปจนไม่ออกฤทธิ์ ในทางตรงข้ามถ้าชื่อของ AHA ปรากฏเป็นอันดับแรกก็แสดงว่าอาจมี AHA สูงเกินไป จึงควรปลอดภัยไว้ก่อนด้วยการเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อ AHA เป็นลำดับรองหรือกลางบัญชีรายชื่อ ถ้าผลิตภัณฑ์ใดมีส่วนผสมของทั้ง AHA และ BHA ก็ต้องแน่ใจว่าไม่ได้มีความเข้มข้นมากด้วยกันทั้งคู่ เพราะจะยิ่งเสริมฤทธิ์ทำให้ผิวระคายเคืองมาก

เนื่องจากกรดผลไม้ทำให้ผิวลอกและระคายเคืองได้ง่าย จึงต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ เพราะยิ่งทำให้ผิวระคายเคือง ควรเลือกซื้อกระปุกที่เล็กที่สุดลองมาใช้ดูก่อน ถ้าเป็นไปได้ลองเตรียมกระปุกสะอาดไปเองและขอแบ่งผลิตภัณฑ์มาลองใช้ก่อน ขั้นแรกอาจลองทาดูที่ท้องแขนสัก 1 สัปดาห์ ถ้าผิวไม่แดงไม่ลอกจึงค่อยลองใช้กับใบหน้า

เครื่องสำอางกรดผลไม้มีหลายรูปแบบ ได้แก่ ครีม เจล และโลชัน ถ้ามีผิวแห้งแนะนำให้ใช้ในรูปของครีม แต่ถ้าผิวมันอาจลองใช้เจล หรือโลชันในคนผิวปกติทั่วไปแนะนำให้ใช้ AHA เริ่มต้นที่ความเข้มข้นร้อยละ 7-8 ทาต่อเนื่องกัน 4-6 สัปดาห์ แล้วค่อยเพิ่มความเข้มข้นสูงกว่านี้

เครื่องสำอางผสมกรดผลไม้เลือกใช้อย่างไรดี

นอกจากกรดผลไม้เข้มข้นที่ใช้ตามคลินิกแล้ว ยังนิยมนำไปผสมในเครื่องสำอางต่าง ๆ มากมาย การเลือกซื้อเลือกใช้ก็ควรทำด้วยความระมัดระวัง โดยควรพิจารณาถึงค่าความเข้มข้นของตัวกรด และค่า pH หรือความเป็นกรดด่างของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ

ค่าความเข้มข้นที่เหมาะสม เครื่องสำอางที่มีกรด AHA เป็นส่วนผสม จะมีความเข้มข้นของกรดอยู่ที่ 1-15% ค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่ทำให้ผิวลอกได้ อยู่ที่ 4% ยิ่งความเข้มข้นสูงจะยิ่งทำให้ผิวลอก และระคายเคืองมาก

ค่าความเป็นกรดด่างที่เหมาะสม ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ควรมีค่าความเป็นกรดด่างอยู่ระหว่าง 3-5 หากมีค่าต่ำกว่านี้จะมีฤทธิ์เป็นกรดมาก จะมีอาการระคายเคืองสูง แต่หากมีค่า pH สูง หมายถึงผลิตภัณฑ์นั้น ๆ มีฤทธิ์เป็นด่าง เมื่อใช้ไปก็จะไม่ได้ผล เพราะไม่มีฤทธิ์มากพอที่จะทำให้ผิวลอก

ดังนั้น ก่อนซื้อต้องพิจารณาฉลากให้ถี่ถ้วน หากชื่อของกรด AHA อยู่ท้ายรายชื่อสารเคมีทั้งหมด แสดงว่าอาจมีส่วนผสมของกรด AHA น้อย แต่หากชื่อของกรด AHA อยู่ในอันดับต้น ๆ ของรายชื่อ ก็อาจมีส่วนผสมของกรด AHA มากเกินไป เพื่อความปลอดภัยควรดูที่มีชื่อกรด AHA อยู่รอง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าตัวกรดมีปริมาณไม่มากหรือน้อยเกินไป และที่สำคัญผลิตภัณฑ์นั้นไม่ควรมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์มาก เพราะจะยิ่งทำให้เกิดการระคายเคือง หากไม่แน่ใจก่อนใช้ให้ทดสอบกับท้องแขนประมาณ 1 สัปดาห์ ถ้าผิวไม่ลอกจึงลองใช้กับผิวหน้า

และช่วงที่ใช้กรด AHA ลอกผิวอยู่ควรงดการขัดถูหรือรบกวนใบหน้า เช่น ไม่ควรใช้โฟมที่มีส่วนผสมของเม็ดบีท ห้ามใช้ฟองน้ำ ใยบวบ หรือมือขัดถูใบหน้าแรง ๆ เพราะจะยิ่งทำให้ใบหน้าเกิดการระคายเคือง และทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน

สำหรับคนที่ใช้กรด AHA แล้วเกิดอาการระคายเคือง แสบผิวมาก เหมือนผิวกำลังไหม้ ควรหยุดใช้ในทันที แล้วรีบล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด บรรเทาอาการอักเสบโดยนำว่านหางจระเข้มาทาบริเวณที่แสบร้อน และให้เลิกใช้ผลิตภัณฑ์นั้นไปเลย เพราะผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่อาจมีความเข้มข้นสูงเกินไป สำหรับผู้ใช้ใหม่ ๆ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีเปอร์เซ็นต์ของกรด AHA แบบที่มีความเข้มข้นต่ำก่อน เมื่อผิวเริ่มชินจึงค่อยเพิ่มความเข้มข้นขึ้นในภายหลัง

จะเห็นว่ากรดผลไม้มีส่วนช่วยเป็นอย่างมากสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวพรรณ แต่สำหรับวัยสาว หรือผู้ที่มีผิวพรรณดีอยู่แล้วไม่มีความจำเป็นต้องทำ เพราะหากทำบ่อย ๆ จะมีผลเสียตามมา สำหรับผู้ที่ลอกหน้าแล้วต้องหมั่นใส่ใจดูแลตนเองให้ดี ทาครีมกันแดด หลีกเลี่ยงแสงแดด ออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จะช่วยให้ผิวพรรณมีน้ำมีนวลแลดูสวยสมวัย

ข้อควรปฏิบัติในการใช้เครื่องสำอางกรดผลไม้ AHA

  1. ทำความสะอาดผิวหน้าให้หมดจดก่อนทาเครื่องสำอาง
  2. หลังล้างหน้ารอให้หน้าแห้งก่อน 15 นาที แล้วจึงทาเครื่องสำอางนี้
  3. ค่อยๆ ป้ายเนื้อครีมทีละขนาดเท่าเม็ดถั่ว เกลี่ยเบาๆ ไม่ต้องนวด
  4. ทาเครื่องสำอางนี้เริ่มต้นวันละ 1 ครั้งก่อนนอน ถ้าผิวแห้งหรือลอกมากอาจลดมาเป็นทาวันเว้นวัน ถ้ายังลอกอยู่อาจต้องใช้ชนิดที่มีความเข้มข้นต่ำลง
  5. ถ้าทาเครื่องสำอางครบ 4-6 สัปดาห์แล้ว ผิวยังดูไม่ดีขึ้นและไม่มีปัญหาผิวแห้งและระคายเคือง อาจเพิ่มการทาครีมเป็นวันละ 2 ครั้ง หรือใช้ชนิดที่มีความเข้มข้นสูงขึ้น
  6. ต้องใช้ครีมกันแดดร่วมไปด้วย โดยเป็นครีมกันแดดที่มีค่า SPF อย่างต่ำ 15
  7. ปัจจุบันมีเครื่องสำอางกรดผลไม้ผลิตแยกเป็นส่วนๆ ของร่างกาย เช่น ใช้ทารอบดวงตา ลำคอ ต้นขา เท้า และเล็บโดยเฉพาะ ซึ่งไม่จำเป็นและสิ้นเปลือง จึงแนะนำให้ใช้เท่าที่จำเป็นคือใช้ชนิดที่มี AHA ความเข้มข้นสูงทาตัว และความเข้มข้นต่ำทาหน้า ไม่ใช้เครื่องสำอางกรดผลไม้ทาเปลือกตาหรือทาริมฝีปากโดยเด็ดขาด
  8. เมื่อได้ผลิตภัณฑ์กรดผลไม้ที่ถูกใจแล้ว ให้ทาวันละ 1-2 ครั้งต่อเนื่องกันไป 6 เดือนถึง 1 ปี หรือจนกระทั่งสังเกตเห็นว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น ก็ควรลดความบ่อยในการทาครีมลงครึ่งหนึ่ง

หากสนใจกรดผลไม้ที่ใช้สำหรับเช็ดทำความสะอาดใบหน้า ลดความมัน แนะนำ โทนเนอร์มะเฟือง ส่วนกรดผลไม้ที่ใช้ในการขัดผิวให้เนียน ขาวใส แนะนำกรดผลไม้จากครีมมะขาม ปลอดภัย ได้ผลดีค่ะ

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการผลัดเซลล์ผิว

Click here to add a comment

Leave a comment: