counter

สาเหตุการเกิดสิว ไม่ชิวๆอย่างที่คิด

สาเหตุการเกิดสิว

ขึ้นชื่อว่า “สิว” ใครๆก็คงไม่อยากให้มาปรากฏบนใบหน้าอย่างแน่นอน เพราะสิวเมื่อใครลองได้เป็นแล้ว จะพบว่ามันไม่ใช่เรื่อง “สิวๆ” เลย เพราะกว่าจะรักษาให้หายได้ก็ต้องใช้ทั้งเงินและเวลา แต่บางคนใช้ทั้งเงินและเวลาแล้วก็ยังไม่หาย ทางที่ดีเราควรป้องกันไม่ให้เป็นจะดีกว่าค่ะ แต่หากใครที่เป็นแล้วก็ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ไข ลองมาดูกันค่ะว่าสาเหตุการเกิดสิว วิธีป้องกันและการรักษามีอะไรบ้าง

สิว คือการอุดตันของระบบต่อมไขมันในรูขุมขน ซึ่งตามปกติแล้ว ไขมันที่สร้างจากต่อมไขมันจะออกมาตามรูขุมขน แต่หากมีการอุดตันของทางเดินก็จะทำให้เกิดสิวอุดตัน ซึ่งจะพบเป็นลักษณะตุ่มเม็ดเล็ก ๆ ที่มีลักษณะเป็นไตสีขาว ๆ อยู่ข้างใน หากมีตัวกระตุ้นเพิ่มเติม เช่น แบคทีเรีย ก็อาจจะทำให้เกิดการอักเสบได้

ชนิดของสิว

สิวมีหลายชนิด แต่สามารถแบ่งคร่าว ๆ ได้ 2 ชนิดตามลักษณะที่พบ ได้แก่ สิวอักเสบ และสิวที่ไม่อักเสบ

1. สิวที่มีการอักเสบ เช่น สิวที่เป็นตุ่มแดง (สิวอักเสบ), สิวที่มีหนอง (สิวตุ่มหนอง), สิวอักเสบขนาดใหญ่ (สิวหัวช้าง) และสิวที่มีการทำลายของผิวข้างในจนเป็นโพรงคล้ายซีสต์

2. สิวที่ไม่มีการอักเสบ เช่น สิวอุดตันหัวขาว (สิวอุดตันหัวปิด), สิวอุดตันหัวดำ (สิวอุดตันหัวเปิด) 

สาเหตุของการเกิดสิว

1. ปัจจัยภายในร่างกาย คือ ปัจจัยที่เกิดจากร่างกายเราเอง เช่น ระดับฮอร์โมน การตอบสนองของร่างกายต่อฮอร์โมน กรรมพันธุ์ โรคเรื้อรัง และผิวพรรณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดตัวเราตั้งแต่กำเนิด และมักแก้ไขได้ยาก

2. ปัจจัยภายนอกร่างกาย คือ ปัจจัยที่เกิดขึ้นจากนอกร่างกายของเรา เช่น ยา ครีม และเครื่องสำอางบางชนิด เนื่องจากส่วนผสมในเครื่องสำอางบางชนิดจะอุดตันรูขุมขนได้ นอกจากนั้นสภาพแวดล้อม อาหาร อุณหภูมิ และการระคายผิวบนใบหน้า เช่น การล้างหน้าที่มีการขัดถูมาก หรือการบีบสิว รวมทั้งการใช้ยาบางชนิดก็ทำให้เกิดสิวเพิ่มขึ้น ซึ่งเราสามารถป้องกันได้ โดยการหลีกเลี่ยงจากปัจจัยกระตุ้นนั้นๆ

เคล็ดลับและวิธีป้องกันการเกิดสิว

1 การดูแลรักษาความสะอาดให้ถูกวิธี จะช่วยลดการเกิดสิวได้มากเช่นกัน ควรทำความสะอาดผิวด้วยคลีนเซอร์อย่างอ่อน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง คือ ตอนเช้าและตอนเย็น ควรเลือกใช้คลีนเซอร์ที่อ่อนโยน ไม่ผสมสี หรือน้ำหอมจะดีที่สุด และเมื่อใช้คลีนเซอร์ทำความสะอาดหน้าแล้ว ต้องล้างออกให้หมดจด อย่าให้มีคราบตกค้าง

2 ล้างหน้าทุกครั้ง หลังจากต้องออกไปเผชิญมลพิษหรือทำกิจกรรมที่มีเหงื่อออกมาก

3 ไม่สครับผิวบ่อยเกินไป เพราะจะกระตุ้นผิวให้อักเสบและอาจเกิดสิวได้ แต่หากจะเป็น แนะนำว่าไม่ควรเกินสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และใช้มอยซ์เจอไรเซอร์ที่อ่อนโยนด้วยถูกครั้งหลังการสครับผิว

4 ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด หากแต่งหน้าหรือใช้ผลิตภัณฑ์กันแดด ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำความสะอาดเครื่องสำอางด้วย เพื่อให้ทำความสะอาดหมดจดมากขึ้น

5 นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการพักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิวได้เช่นกัน

แนวทางการรักษาสิว

1. รักษาด้วยยาทาภายนอก เป็นวิธีการรักษาที่ค่อนข้างปลอดภัย กรณีที่เป็นสิวชนิดไม่รุนแรงหรือไม่มีการอักเสบ มักจะใช้ยาทาภายนอก อาจจะใช้ชนิดเดียวหรือหลายชนิดร่วมกัน ดังนี้

  • Benzoyl peroxide เช่น BP, Benzac, Panoxyl, Brevoxyl ,... มีทั้งชนิดครีมหรือเจล 2.5% 5% 10% ใช้ทาก่อนล้างหน้า 5-15 นาที
  • สารลอกผิว เช่น salicylic acid, AHA, BHA หรือ กรดผลไม้ชนิดต่างๆ มีหลากหลายรูปแบบ เช่น ครีม เจล โลชั่น ครีมล้างหน้า ใช้วันละ 2 ครั้ง
  • ยาทาปฏิชีวนะ หรือ ยาฆ่าเชื้อ เช่น CM ,Clindamycin,Erythromycin,...มีหลายรูปแบบ ทั้ง โลชั่น เจล ครีม ใช้ทาวันละ 2 ครั้งหลังล้างหน้า
  • ยาทาเรตินอยด์ ( อนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ ) เช่น Tretinoin, Isotretinoin, Adapalene, ...มีหลายรูปแบบ เช่น เจล ครีม และหลายความเข้มข้น ใช้ทาวันละครั้งก่อนนอน เนื่องจากสารเรตินอยด์สลายตัว เมื่อโดนแสงแดด

2. รักษาด้วยยาชนิดรับประทาน เนื่องจากประสิทธิภาพของยาทาค่อนข้างจำกัด จึงใช้ได้ในผู้ที่เป็นสิวไม่รุนแรงนัก ดังนั้นในกรณีที่เป็นสิวค่อนข้างมาก และรุนแรง จำเป็นต้องใช้ยาชนิดรับประทานร่วมด้วย เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • ยาปฏิชีวนะ หรือ ยาฆ่าเชื้อ เช่น Ampicillin, Doxycycline, Erythromycin, Bactrim ใช้ในกรณีที่มีการอักเสบของสิว เป็นสิวค่อนข้างมาก และการใช้ยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
  • ยารับประทานเรตินอยด์ (กรดวิตามินเอ) หรือ Roaccutane เป็นยาที่ให้ผลดีมากในการรักษาสิวอักเสบรุนแรง ใช้รักษาสิวชนิดดื้อต่อการรักษาชนิดอื่น แต่มีผลข้างเคียงมาก ดังนั้นการใช้ยาต้องควบคุมสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น
  • ยาฮอร์โมน หรือ ยาคุมกำเนิด เลือกใช้ในผู้หญิงที่มีปัญหาการสร้างฮอร์โมนผิดปกติ สังเกตได้จาก มีขนมาก ประจำเดือนผิดปกติ มีสิวมากร่วมกับ อ้วนผิดปกติ

3. วิธีทางกายภาพ

  • การกดสิว ใช้รักษาสิวอุดตันแบบชนิดหัวเปิด(สิวหัวดำ) ไม่ใช้รักษาสิวอักเสบ เนื่องจากทำให้สิวมีการอักเสบมากขึ้นได้
  • การฉีดสเตอรอยด์ใต้หัวสิว การใช้ยาสเตอรอยด์ ฉีดเข้าไปใน ตำแหน่งที่อักเสบนั้น จะทำให้การอักเสบของสิวลดลงอย่างรวดเร็ว แต่สิวอุดตันในตำแหน่งนั้นไม่ได้หายไป และสเตอรอยด์เอง ก็สามารถทำ ให้เกิดสิวอุดตันใหม่ขึ้นมาได้อีก

4. เลเซอร์  เป็นอีกหนึ่งวิธีในการรักษาสิวที่ถือว่าได้ผลค่อนข้างดีมาก แต่ควรได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด วิธีนี้มีรายจ่ายค่อนข้างสูง แต่ได้ผลเร็วกว่าวิธีอื่นๆ

แม้สิวจะมีวิธีการรักษา แต่ทางที่ดีเราควรป้องกันสาเหตุการเกิดสิวจะดีที่สุด เพราะเมื่อเกิดสิวแล้ว สิ่งที่น่ากังวลตามมานั่นก็คือ รอยสิว หลุมสิวที่ทิ้งไว้บนใบหน้าที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะหาย

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิว และวิธีทำให้หน้าใส