counter

หวาน...ทำพิษ

โบราณว่าไว้ “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” แต่เรามักไม่ชอบรสขม และเบือนหน้าหนี แม้จะรู้ว่ามีคุณค่าก็ตาม ผิดกับรสหวานที่เราชื่นชอบ เพราะได้ลิ้มชิมรสแล้วรู้สึกอร่อย มีความสุข จนกลายเป็นเสพติดรสหวาน อาหารจะไม่อร่อยหากปราศจากรสหวาน

น้ำตาล” จึงกลายเป็นส่วนผสมในอาหารแทบทุกชนิด ที่สำคัญก็คือสมัยนี้น้ำตาลแฝงตัวมาในอาหารทุกประเภท ตั้งแต่น้ำอัดลม ลูกอม ของหวาน ไปจนถึงน้ำสลัดหรืออาหารคาวสำเร็จรูป จึงเป็นหน้าที่ของผู้บริโภคอย่างเราที่ควรรู้โทษของน้ำตาลและหลีกเลี่ยงมันให้ได้

เกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณ “ติด” น้ำตาล

สมองของคุณจะถูกหลอก ในน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมข้าวโพดมีฟรุกโตสซึ่งจะทำให้ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความอยากอาหารของคุณปั่นป่วน โดยมันจะไปขัดขวางสัญญาณความอิ่มไม่ให้ส่งไปถึงสมอง ส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายเข้าใจผิดว่าคุณยังไม่ได้รับประทานอะไรเลย และนั่นทำให้คุณรับประทานมากขึ้น เพราะรู้สึกยังไม่อิ่มนั่นเอง

ความชรามาเยือน ฟรุกโตสคือโมเลกุลในน้ำตาล เป็นปัจจัยหนึ่งในการสร้างอนุมูลอิสระที่ทำความเสียหายให้แก่เซลล์ จนเพิ่มโอกาสเป็นโรคเรื้อรังได้อย่างโรคเบาหวานประเภท 2 โรคหัวใจ รวมถึงมีโอกาสเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอีกด้วย

ตับ...แข็ง ! เมื่อไมโตคอนเดรียในตับได้รับน้ำตาลมากเกินไป ตับจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเปลี่ยนน้ำตาลเหล่านั้นให้กลายเป็นไขมัน และไขมันเหล่านี้ส่วนหนึ่งก็จะค่อย ๆ สะสมอยู่ในตับ ทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ หรือ Non-alcoholic Fatty Liver Disease พร้อมกันนี้ตับอ่อนก็จะผลิตอินซูลินมากขึ้นเพื่อให้ตับทำงานได้ตามปกติ สิ่งที่อันตรายก็คือ ภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัว คนผอมก็มีสิทธิ์เกิดภาวะนี้เช่นกัน

เลี่ยงน้ำตาลอย่างไร

ตัดขาดหรือแค่ลด ? หากคุณเลือกที่จะตัดน้ำตาลไปเลย ในช่วง 48-72 ชั่วโมงแรก ดูเหมือนเป็นการหักดิบ เพราะคุณจะมีความอยากรุนแรงมาก หลังจากนั้นคุณจะพบว่าลิ้นคุ้นชินกับอาหารที่ปรุงแต่งน้อยลง ส่วนการลดปริมาณน้ำตาลนั้นขอให้ลดจนเหลือประมาณ 150 แคลอรีต่อวันก็เพียงพอ

คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ ไม่จำเป็นว่าต้องตัดน้ำตาลออกไปจากชีวิตอย่างสิ้นเชิง คุณสามารถรับประทานของหวานได้ แต่ขอให้เลือกที่มีสารอาหารมากกว่าแค่น้ำตาล เช่น ผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง ธัญพืช หรือดาร์กช็อกโกแลต ฯลฯ

รับประทานบ่อย ๆ การเว้นระยะระหว่างมื้ออาหารให้ห่างกันมากเกินไป จะกระตุ้นให้คุณอยากอาหารจำพวกน้ำตาลหรือไขมันมาก ดังนั้น เพื่อรักษาระดับน้ำตาลให้คงที่ควรแบ่งอาหารที่จะรับประทานออกเป็นมื้อเล็ก ๆ ทุก 3-5 ชั่วโมง

การรับประทานของหวาน หรือติดรสหวานไม่ใช่เรื่องผิด แต่ขอให้ควบคุมปริมาณและเลือกแต่อาหารที่มีประโยชน์ จะช่วยให้ชีวิตของคุณมีความหวานแบบพอดี ๆ และมีความสุขกับการใช้ชีวิต

Click here to add a comment

Leave a comment: