counter

 อาหารเสี่ยง ปวดประจำเดือน

จากที่เคยแนะนำไปบ้างแล้วแกี่ยวกับ ปวดประจำเดือน แก้ได้อย่างไร คงทำให้สาวๆ เข้าใจถึงสาเหตุและหลายๆ วิธีในการแก้อาการปวดประจำเดือน ซึ่งอาการปวดท้องของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป บางคนปวดท้องก่อนมีประจำเดือน บางคนปวดท้องระหว่างมีประจำเดือนหรือบางคนไม่มีอาการเจ็บปวดท้องแต่อย่างใด อาการที่แตกต่างกันเป็นผลจากสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกายมากน้อยไม่เท่ากัน มาดูกันต่อค่ะว่าเราสามารถแบ่งอาการปวดประจำเดือนได้เป็นกี่ชนิด

อาการปวดประจำเดือน

  1. ปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิ (Primary Dysmenorrhea) อาการปวดประจำเดือนชนิดนี้จะพบในเด็กสาวและเป็นอาการปวดตั้งแต่ครั้งแรกที่มีประจำเดือนหรืออาการปวดประจำเดือนที่เกิดขึ้นภายใน 3 ปีหลังจากมีประจำเดือนครั้งแรก อาการปวดประจำเดือนชนิดนี้จะแสดงอาการมากที่สุดในช่วงอายุ 15 – 25 ปี และจะค่อยๆลดความรุนแรงลง หญิงสาวบางรายหายขาดจากอาการปวดประจำเดือนได้หลังจากมีบุตร ... สาเหตุของการปวดประจำเดือนประเภทนี้มีมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนระหว่างการมีประจำเดือน ร่างกายจะหลั่งสารพรอสตาแกลนดินออกมามากจึงเป็นสาเหตุให้มดลูกบิดเกร็งเป็นผลให้เกิดอาการปวดประจำเดือน
  2. ปวดประจำเดือนแบบทุติยภูมิ (Secondary Dysmenorrhea) อาการปวดประจำเดือนชนิดนี้จะเกิดกับหญิงที่มีอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไปและก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอาการปวดประจำเดือนมาก่อนเลย ซึ่งหญิงรายใดมีอาการปวดประจำเดือนแบบนี้ควรจะรีบไปปรึกษาสูตินารีแพทย์เนื่องจากการปวดประจำเดือนแบบนี้มักตรวจพบว่า ส่วนใหญ่เกิดจากความผิดปกติของมดลูกหรือรังไข่ ซึ่งจะก่อให้เกิดภาวะมีบุตรยาก เนื้องอกมดลูก ปีกมดลูกอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น

ซึ่งอาการปวดประจำเดือนเหล่านี้สามารถเกิดจากได้ 2 สาเหตุเบื้องต้น คือ อารมณ์และอาหาร โดยการวิจัยแล้วพบว่าผู้หญิงอารมณ์ดี ไม่หงุดหงิด ไม่โมโหง่าย จะเกิดอาการปวดประจำเดือนน้อยกว่าผู้หญิงที่มีอารมณ์ร้าย ขี้โมโห ขี้หงุดหงิด...อาหารก็มีส่วนสำคัญที่ส่งผลให้อาการปวดประจำเดือนหนักหรือเบาได้เช่นกัน ซึ่งมีผลการวิจัยเกี่ยวกับอาหาร 7 ชนิดจากเว็บไซต์ food.allwomenstalk.com เกี่ยวกับอาหารที่ส่งผลเสียต่อร่างกายในช่วงมีประจำเดือนและยังแนะนำให้หลีกเลี่ยงเพื่อไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวด โดยอาหารทั้ง 7 ชนิดมีดังต่อไปนี้

อาหาร 7 อย่างที่ควรเลี่ยงช่วงมีประจำเดือน

1 ไอศกรีม

ไอศกรีมมีส่วนประกอบของน้ำตาล ไขมัน นม เนย ในปริมาณสูง ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นอย่างดีต่อการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะในช่วงที่มีประจำเดือน..ช่วงที่มีความแปรปรวนของฮอร์โมนอยู่แล้ว...เมื่อทานไอศครีมเข้าไปยิ่งไปกระตุ้นฮอร์โมนทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงควรงดอาหารประเภทนี้ในช่วงมีประจำเดือน...ก็จะสามารถลดและแก้อาการปวดท้องประจำเดือนได้

2 เนื้อสัตว์

โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ประเภทที่มีไขมันสูง เช่น ไขมันหมู  หนังไก่  หนังหมู  ไขมันวัว รวมถึงน้ำมันจากสัตว์

เนื้อสัตว์ในปัจจุบันมีการใช้ฮอร์โมนช่วยเร่งความเจริญเติบโต และใช้ยาเคมีต่างๆ ซึ่งปริมาณการใช้ฮอร์โมนและยาเคมีต่างๆเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง โดยทำงานคล้ายคลึงกับการรับประทานไอศกรีม คือ จะไปกระตุ้นให้ฮอร์โมนของผู้หญิงทำงานแปรปรวน ก่อให้เกิดอาการปวดท้องในขณะมีประจำเดือน อีกทั้งไขมันสัตว์เหล่านี้ยังเป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดก้อนเนื้อร้ายที่ปากมดลูกได้อีกด้วย นอกจากนี้การรับประทานไขมันสัตว์ในปริมาณสูงยังก่อให้เกิดโรคไขมันอุดตันเส้นเลือด โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

3 อาหารแปรรูป

อาหารยอดนิยมในยุคปัจจุบัน เช่น ฮอทดอก หมูยอ  กุนเชียง  ลูกชิ้น เป็นอาหารที่ผลิตขึ้นมาเพื่อถนอมอาหารจึงมีส่วนประกอบของเกลือหรือโซเดียมในปริมาณสูง จึงส่งผลให้ผู้รับประทานมีอาการท้องอืดและไม่สบายตัว ประกอบกับการทานอาหารในช่วงมีประจำเดือนยิ่งไปสร้างความหงุดหงิดเพิ่มขึ้นซึ่งจะส่งผลให้อาการปวดท้องเพิ่มระดับอาการปวดมากขึ้น อาหารที่มีโซเดียมสูงยังรวมไปถึงอาหารแช่แข็งตามร้านสะดวกซื้อที่เรารับประทานกันบ่อยๆอีกด้วย

4 เบเกอรี่

เนื่องจากส่วนผสมในเบเกอรี่นั้นอุดมไปด้วย เนย นม  น้ำตาล ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนยขาวที่เป็นวัตถุดิบหลักในเบเกอรี่ที่มีต้นทุนต่ำ จึงเป็นที่นิยมใช้ในร้านเบเกอรี่เป็นอย่างมาก เนยขาว คือ ไขมันทรานส์หรือไขมันอิ่มตัวชนิดเลวที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดการเพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งส่งผลให้เกิดอาการปวดมดลูกได้อย่างกะทันหันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่มีประจำเดือน ดังนั้นช่วงมีประจำเดือน สาวๆควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเบเกอรี่ไว้ก่อนจะดีกว่าค่ะ

5 เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เห็นทีระหว่างมีประจำเดือน คงต้องลดละเลิกสักหน่อยสำหรับสาวๆที่ชอบปาร์ตี้ เนื่องจากแอลกอฮอล์ส่งผลให้อาการปวดท้องประจำเดือนหนักขึ้นเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะลดความเข้มข้นของเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนสูบฉีดมากกว่าปกติ เลยทำให้สาวๆ รู้สึกไม่สบายตัว และคงไม่รื่นรมย์เท่าไหร่ หากต้องดื่มไปด้วย แล้วต้องทนปวดประจำเดือนไปด้วย ดังนั้นสาวๆ ควรเบรกการดื่มแอลกอฮอล์ช่วงมีประจำเดือนจะเป็นการดีที่สุด

6 ของหวาน ๆ

ในส่วนผสมของหวาน ๆนั้น ล้วนอุดมไปด้วย แป้งและน้ำตาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งของหวานที่ทำมาจากวัตถุดิบประเภทน้ำตาลทรายขัดขาว ซึ่งถึงแม้ว่าน้ำตาลจะช่วยให้อารมณ์ของสาวๆดีขึ้นก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงชั่วขณะเท่านั้น ผลของการทานของหวาน คือ ได้รับสารฟอกขาวที่มาจากน้ำตาลทรายขาว ซึ่งเป็นพิษอันตรายต่อร่างกายมากกว่าประโยชน์เพียงชั่วคราวที่ได้รับ ดังนั้นควรเปลี่ยนวัตถุดิบในการทำขนมเป็นแป้งข้าวโอ๊ตแทนแป้งสาลีและใช้น้ำตาลไม่ขัดขาวจะดีกว่าค่ะ หรืองดการทานของหวานเลยยิ่งดี

7 เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

สำหรับสาวๆที่ติดกาแฟสด กาแฟทรีอินวัน หรือกาแฟดำก็ตามแต่ คงงดดื่มยาก เพราะอาจต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการติดกาแฟ หรือเกิดอาการหงอยเหงาเซื่องซึม...แต่สาวๆ ต้องรู้ไว้เลยว่าการดื่มกาแฟ โกโก้ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน จะเป็นตัวกระตุ้นให้ปวดประจำเดือนมากขึ้น หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ขอแนะนำให้ดื่มในปริมาณน้อยลง เหลือเพียงครึ่งเดียว หรือหาเครื่องดื่มอื่นดื่มแทน เช่น ชาอุ่น นมอุ่นๆ น่าจะพอช่วยแก้ขัดได้ แถมได้ประโยชน์อื่นๆ ตามมาด้วย

จากอาหารที่แนะนำให้หลีกเลี่ยงมาเบื้องต้นทั้งหมด สาวๆคงสังเกตเห็นใช่ไหมคะว่า ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมัน  แป้ง  น้ำตาล  โซเดียมในปริมาณสูง ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแต่ในช่วงที่มีประจำเดือนเท่านั้นที่ไม่ควรรับประทาน แต่ควรจะหลีกเลี่ยงในช่วงเวลาที่ไม่มีประจำเดือนด้วยเช่นกัน เพราะหากรับประทานอาหารประเภทเหล่านี้นานๆ จะเกิดการสะสมของขยะพิษเหล่านี้ภายในร่างกายและก่อให้เกิดโรคร้ายในอนาคตอย่างแน่นอน วิธีการที่ดีที่สุดที่จะช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้อย่างถาวร คือ การปรับนิสัยการรับประทานโดยหันไปรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก  ผลไม้  เต้าหู้  เนื้อสัตว์ที่ไม่มีไขมันหรือมีไขมันน้อย เช่น เนื้อปลา อาหารทะเล ฯลฯ แทน รับรองว่าสุขภาพของสาวๆจะดีขึ้นรวมถึงมีผิวพรรณที่สวยงามขึ้นด้วยค่ะ

บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดประจำเดือน

Click here to add a comment

Leave a comment: