counter
  • Home  / 
  • เคล็ดลับสุขภาพ
  •  /  “เด็กสมาธิสั้น” เกิดจากน้ำตาลที่กิน ได้ยินแล้วอึ้ง! คาดไม่ถึง!

"เด็กสมาธิสั้น" เกิดจากน้ำตาลที่กิน ได้ยินแล้วอึ้ง! คาดไม่ถึง!

กินหวาน สมาธิสั้น

มีครูชั้นอนุบาลหลายท่านอีเมล์มาถามนักวิชาการทางการแพทย์ ถึงสาเหตุของโรคสมาธิสั้นในเด็ก ที่มีอาการ มึนๆ งงๆ เรียนรู้ช้า และคำตอบจากนักวิชาการก็คือ "โรคสมาธิสั้นในเด็ก" อาจเกิดจากการกินน้ำตาลเข้าไปทุกวัน ได้ยินแบบนี้แล้วอึ้งเลย!! ใครจะไปนึกว่าน้ำตาลธรรมดาที่ใช้ในชีวิตประจำวันจะกลายเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ลูกสมาธิสั้น และเกิดปัญหาตามมา พอรู้กระบวนการทำงานของน้ำตาลที่มี่ต่อร่างกายแล้วต้องอึ้งไปตามๆ กัน เพราะมันน่ากลัวจนคาดไม่ถึงจริงๆ ลองมาดูสาเหตุและความสัมพันธ์กันดีกว่า

รู้แล้วจะอึ้ง!! สาเหตุมึนงง มาจากน้ำตาล

รู้หรือไม่ว่าเมื่อเรานำน้ำตาลเข้าปาก มันจะทำให้เรารู้สึกมึนๆ งงๆ นี่ไม่ใช่แค่สมมุติฐานหรือพูดให้ขำนะ...แต่มันเป็นเรื่องจริงที่มีงานวิจัยรองรับเป็นเรื่องเป็นราวเลยล่ะ ที่ชี้ว่า...สมองของคุณมีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงของเซลล์จากเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งไปเป็นเซลล์จำเพาะของเนื้อเยื่อชนิดอื่น ซึ่งคุณสามารถควบคุมอาการมึนๆ งงๆ จากอาหารที่นำเข้าปาก และพฤติกรรมการดำเนินชีวิตยังไงล่ะ เห็นมั้ยว่าง่ายนิดเดียว...แต่น่าเสียดายที่อุตสาหกรรมอาหารได้มีการออกมาประชาสัมพันธ์ให้คนเข้าใจว่าน้ำตาลเป็น “สารอาหาร” ที่ดีต่อสุขภาพ คุณอาจจะคาดไม่ถึงเลยก็ได้ว่า แค่กินผลไม้หรือไอศกรีมชิ้นเล็กๆ สักชิ้น มันก็ส่งผลให้คุณเดือดร้อนโดยไม่รู้ตัว จะยังไงลองมาดู

น้ำตาลที่มากเกินไปส่งผลต่อสมอง

มักจะมีคำพูดเกี่ยวกับการบริโภคน้ำตาลว่า "เป็นสาเหตุหลักของโรคอ้วนและโรคเบาหวาน" ซึ่งมันก็จริงและมีส่วนสำคัญ แต่ความจริงยิ่งกว่านั้นคือมันมีผลกระทบอีกมาก เมื่อคุณกินน้ำตาลมากเกินไปมันจะนำไปสู่ความไม่สมดุลในร่างกายอย่างรุนแรง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ที่มีผลกระทบต่อร่างกายคุณแบบ...ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยล่ะ มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แต่มันบานปลายสาหัสเลยทีเดียว เพราะนอกจากโรคอ้วน และโรคเบาหวานแล้วปัญหาทางสมองยังมีส่วนเชื่อมโยงกับการกินน้ำตาลอย่างมาก โดยที่คนไทยไม่เคยรับรู้

มีผลวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Neuriscience พบว่า น้ำตาลปริมาณมากที่อยู่ในอาหาร นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของแบคทีเรียลำไส้ ส่งผลที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสียที่สำคัญของความยืดหยุ่นทางปัญซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสามารถของสมองคุณ เพื่อปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ ความบกพร่องทั้งในระยะยาวและความจำระยะสั้น...จากการทดลองพบว่าหนูที่บริโภคน้ำตาลปริมาณมากติดต่อกัน  4 สัปดาห์ หนูแสดงออกถึงความเสื่อม ความเชื่องช้า

กินน้ำตาลมากไปทำให้โง่เง่า มึนงง

ปี 2012 มีการวิจัยกับหนูที่ได้รับน้ำตาลในปริมาณมาก ทำให้พบว่า การบริโภคฟรักโตสจำนวนมากอาจปิดกั้นความสามารถของอินซูลินในการควบคุม วิธีการที่เซลล์สมองของคุณจัดเก็บและใช้น้ำตาลสำหรับพลังงานที่จำเป็น เพื่อกระตุ้นความคิดและอารมณ์

ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้สูญเสียความทรงจำ

ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปรกติ ปรากฏว่ามีอิทธิพลเชิงลบเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจ ในทางการแพทย์นั้น ถึงแม้ว่าน้ำตาลในเลือดจะปรกติ แต่ระดับน้ำตาลในเลือดที่มีน้อยกว่าจะดีต่อสมองของคุณในระยะยาวในเรื่องเกี่ยวกับการทำงานของหน่วยความจำ เช่นเดียวกับหน่วยความจำที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของสมอง อย่างเช่น Hippocampus อีกด้วย

น้ำตาลทำลายแบคทีเรียในลำไส้ และยังทำลายสมองอีก

งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าความพกพร่องของความจำถูกเชื่อมโยงโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงในลำไส้ของ microbiota ที่เกิดจากการบริโภคน้ำตาลส่วนเกิน จึงไม่น่าแปลกใจเนื่องจากลำไส้ของคุณจะเต็มไปด้วยจุลินทรีย์ที่สื่อสารกับสมอง ผ่านสิ่งที่เรียกว่า gut-brain axis ที่ฝังอยู่ในผนังลำไส้ซึ่งเป็นระบบประสาทของลำไส้ ที่ทำงานเป็นอิสระและเกี่ยวเนื่องกับสมองของคุณ

สรุป :นักวิจัยสรุปว่า DHA เป็นตัวป้องกันผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อฟรักโตสในสมองของคุณ DHA เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงาน มันช่วยให้เซลล์สมองส่งสัญญาณไปอีกเซลล์หนึ่ง ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้การเรียนรู้และความจำเป็นเลิศ ซึ่งร่างกายของคุณไม่สามารถผลิต DHA ได้เพียงพอ ดังนั้นต้องเพิ่มผ่านทางอาหาร ซึ่งหาได้จากอาหารทะเลน้ำลึก กุ้งเคย มันกุ้ง หรืออาหารเสริม

จงจำไว้ว่าลำไส้ที่มีสุขภาพดี เป็นกุญแจสำคัญนำไปสู่การทำงานของสมองที่ดี ดังนั้นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือ จงกำจัดน้ำตาลส่วนเกินรวมทั้งฟรักโตสจากทุกแหล่งอาหารออกจากชีวิตซะ อย่าแปลกใจเลยว่าคนที่กินฟรักโตสเกิน 25 กรัมต่อวันเป็นเวลานานๆ จะเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ขนาดไหน ดังนั้นคุณต้องควบคุมสิ่งที่จะนำเข้าร่างกายให้ดี นี่แค่เรื่องเกี่ยวกับสมอง ยังไม่รวมเรื่องเบาหวาน น้ำหนักเกิน คอเลสเตอรอลสูง และความดันสูงอีกนะจ๊ะ

ที่มา: http://www.saradd.com/7986-content/

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องน่ารู้...คู่สุขภาพดี