counter

เผยเคล็ดลับ...วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด เป็นเด็กอัจฉริยะ

วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด เป็นอัจฉริยะ

การเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กที่ฉลาดและเก่งนั้น เป็นความใฝ่ฝันของพ่อแม่ทุกคน แต่การสร้างเด็กอัจฉริยะนั้นไม่ได้จำกัดความว่าต้องเป็นเด็กที่เรียนเก่งเพียงอย่างเดียว เพราะคำว่าอัจฉริยะ เป็นคำที่มีความหมายกว้างมาก เด็กบางคนอาจเรียนเก่ง บางคนวาดภาพเก่ง บางคนประดิษฐ์สิ่งของเก่ง หรือบางคนร้องเพลงเก่ง แต่การจะส่งเสริมความเป็นอัจฉริยะในตัวลูกต้องอาศัยการสังเกตพฤติกรรมของลูกอย่างใกล้ชิด และควรเริ่มต้นตั้งแต่การวางแผนที่จะมีลูกกันเลยทีเดียว งั้นมาดูกันว่า...วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด เป็นเด็กอัจฉริยะ ต้องทำอย่างไรกันบ้าง

เตรียมพร้อมในวัยทารก...เพื่อเป็นเด็กอัจฉริยะ

ในวัยทารกพ่อแม่ควรจะให้ความสำคัญกับการตอบสนองด้านกายภาพกับทารก ไม่ว่าจะเป็นการกิน การขับถ่าย รวมทั้งตอบสนองอารมณ์ต่างๆ ของเด็กอย่างเข้าใจ เพราะในวัยนี้เด็กยังไม่สามารถพูดได้ จะแสดงออกได้เพียงการหัวเราะและร้องไห้เท่านั้น ยิ่งพ่อแม่เข้าใจและตอบสนองความต้องการของเด็กได้ดีมากเท่าไหร่เด็กในวัยนี้จะมีอารมณ์ที่แจ่มใส เลี้ยงง่าย ไม่งอแง เพื่อเตรียมความพร้อมในการพัฒนาศักยภาพด้านอื่นๆ ต่อไป

วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด เมื่อเข้าสู่วัย 3 – 5 ปี

การส่งเสริมลูกน้อยในวัยนี้คือ การปล่อยให้เด็กมีอิสระในการเล่น การกิน หรือแม้กระทั่ง การปล่อยให้เด็กทำในสิ่งที่อยากทำ เช่น การวาดภาพ การเต้น การร้อง เพราะในวัยนี้เด็กจะกล้าแสดงออกถึงศักยภาพของตนเองโดยไม่ได้ห่วงภาพพจน์หรือสายตาของบุคคลภายนอก พ่อแม่ควรส่งเสริม ไม่ควรปิดกั้นความคิดของเขา เพราะจะทำให้เด็กกลายเป็นเด็กไม่มั่นใจและขี้อาย ไม่กล้าแสดงออกในที่สุด

วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด ในช่วงวัยเรียน

เป็นวัยที่เด็กจะเป็นตัวของตัวเอง พ่อแม่ควรเข้าไปพูดคุยและคอยอยู่เป็นเพื่อนให้กำลังใจเขา ควรเปิดโอกาสให้เขาคิดและทำในสิ่งที่เขาต้องการ มากกว่าจะคอยบงการชี้แนะให้เป็นไปอย่างที่ตนเองหวังหรือตั้งใจเอาไว้ สอนให้เขารู้จักการเอาตัวรอดและเข้าใจในกิจกรรม หรือวิธีที่เขากำลังคิดหรือแสดงออก พร้อมคอยชี้แนะให้เขาเดินอยู่ในกรอบที่ถูกต้องและถูกทาง ไม่ใช่เป็นการบังคับเขา เพราะไม่มีใครชอบให้พ่อแม่หรือบุคคลอื่นมาบังคับ

เคล็ด (ไม่) ลับ...วิธีเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กฉลาด

เพราะเด็กแต่ละคนมีความเป็นอัจฉริยะที่แตกต่างกัน ดังนั้น การปล่อยให้เด็กคิดและตัดสินใจทำในสิ่งที่ชอบ พร้อมทั้งคอยสนับสนุน ด้วยรอยยิ้มและเสียงปรบมือจะเป็นการสร้างความมั่นใจ ความภูมิใจ ให้กับเขา พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยงอารมณ์โกรธ หรืออารมณ์ร้อนเมื่อเขาทำไม่ได้อย่างที่เราตั้งใจ หรือเมินเฉยเขา รวมทั้งควรเพิ่มโอกาสในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็ก เช่นการพาไปท่องเที่ยว เพื่อเสริมสร้างจินตนาการ การให้ความเอาใจใส่เขา พร้อมทั้งแสดงออกทางกาย เช่น กอด หอม เขาเป็นประจำเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว หากพบว่าเขาฉลาดหรือเก่งในเรื่องใด ควรสนับสนุนในเรื่องนั้น

ซึ่งจากสถิติของสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นพบว่า เด็กจะฉลาดนั้นขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ 48% และขึ้นอยู่กับการพัฒนาจากสิ่งแวดล้อมอีก 52% ซึ่งสมองเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น ถึงแม้ว่ากรรมพันธุ์จะไม่ฉลาด แต่พ่อแม่ก็สามารถพัฒนาเด็กให้กลายเป็นอัจฉริยะได้ เพียงแต่ต้องดูแลเรื่องโภชนาการ สภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู และการส่งเสริมในสิ่งที่เด็กถนัดเป็นสำคัญ

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกน้อย