counter

เลือกครีมกันแดดอย่างไร

ปัจจุบันไม่ว่าจะฤดูร้อน หรือฤดูไหนๆ เราก็ควรใส่ใจทาครีมกันแดดทุกวัน เพราะปรากฏการณ์เรือนกระจกที่เกิดขึ้นทำให้ชั้นบรรยากาศของโลกไม่สามารถกรองรังสีที่เป็นอันตรายต่างๆได้ดีอีกต่อไป ผิวหนังจึงมีความเสี่ยงที่จะถูกทำร้ายจากรังสีอันตรายได้ทุกเมื่อ ครีมกันแดดจึงมีบทบาทสำคัญในการปกป้องผิวเป็นอย่างยิ่ง แต่ครีมกันแดดมีขายในท้องตลาดมากมายหลายยี่ห้อ หลายสูตร แล้วทีนี้เราจะมีวิธีการเลือกอย่างไร ลองมาศึกษาไปพร้อมๆ กันนะคะ

ครีมกันแดด ดีอย่างไร

ในส่วนผสมของครีมกันแดดมีสารที่ทำหน้าที่ในการปกป้องผิวจากรังสี UV ด้วยการดูดซับรังสี ป้องกันแสง UV ไม่ให้ผ่านเข้าไปถึงชั้นผิว หรือทำให้รังสี UV แตกกระจายออกไป ไม่สามารถเข้ามาทำร้ายโดยตรงต่อผิวของเราได้ ดังนั้นครีมกันแดดจึงเป็นเหมือนเกราะป้องกันผิวไม่ให้ถูกแสงแดดทำร้ายนั่นเอง

SPF คืออะไร

SPF มาจากคำว่า sun protection factor คือหน่วยวัดระดับการปกป้องผิวจากรังสียูวีบี (UVB) ซึ่งเป็นตัวทำให้ผิวไหม้แดง เกิดรอยด่างดำ โดยปกติผิวของเราสามารถรับมือกับแสงแดดจ้าได้นานประมาณ 15 นาที หากนานกว่านั้นผิวหนังจะมีอาการแสบร้อน ไหม้แดง ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 20 หมายถึง ครีมกันแดดที่สามารถป้องกันแสงแดด นาน 300 นาที หรือ 5 ชั่วโมง ( 20 เท่าของเวลาปกติ 15 นาทีที่สามารถรับมือต่อแสงแดดได้)

ค่า SPF สูงๆ ซึ่งทำให้ครีมกันแดดมีราคาสูงนั้น ไม่ได้หมายความว่า จะปกป้องแสงแดดได้ดีไปกว่า ค่า SPF ที่ต่ำกว่า ในความเป็นจริงแล้ว ค่า SPF สูงๆ นั้นอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังสำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่าย ทำให้เกิดผดผื่นคัน ทำให้สีผิวของเราไม่สม่ำเสมอ เกิดรอยด่างขึ้นได้ และเมื่อสัมผัสกับเสื้อผ้าจะทำให้เกิดคราบเหลืองอีกด้วย

PA คืออะไร

PA ย่อมาจากคำว่า Protection Grade of UVA ในขณะนี้ยังไม่มีหน่วยวัดที่เป็นมาตรฐานในการวัดค่าการดูดซึมของรังสี UVA ดังนั้นจึงถือเอาคำว่า PA เป็นหน่วยวัดรังสี UVA อย่างไม่เป็นทางการ

ค่า PA นั้นจะมี 3 ระดับคือ

PA+ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA 2 เท่า
PA++ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูง 4 เท่า
PA+++ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูงสุด 8 เท่า

ที่กล่าวมานี้เป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่ระบุในครีมกันแดดที่ช่วยพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือกครีมกันแดดให้ตรงตามความต้องการของเรานะคะ

ความจำเป็นในการป้องกัน UVA และ UVB

เนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลต (UVA) สามารถส่องผ่านทะลุถึงชั้นหนังแท้ทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงของเส้นใยอีลาสติน สีผิวและเส้นเลือดได้ ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ริ้วรอยเหี่ยวย่น ส่วน UVB เป็นตัวการทำให้ผิวหนังไหม้และเกิดรอยร่างดำ มนุษย์มีโอกาสได้รับ UVA มากกว่า UVB เนื่องจาก UVA มีปริมาณค่อนข้างคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล นอกจากนี้ UVA ยังสามารถส่องผ่านทะลุกระจกและเมฆได้

ฉะนั้นจึงควรเลือกครีมกันแดด ที่สามารถกันทั้ง UVA และ UVB ซึ่ง ครีมกันแดด ที่มีขายในท้องตลาดส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้เฉพาะ UVB ดังนั้น ก่อนเลือกซื้อ ครีมกันแดด ควรอ่านฉลากข้างหลอดให้แน่ใจเสียก่อนนะคะ

วิธีเลือกและใช้ครีมกันแดด

1. เลือกชนิดที่สามารถป้องกันได้ทั้งรังสีอัลตราไวโอเลต (UVA) และ (UVB)
2. มีค่า SPF ไม่ต่ำกว่า 15
3. วิธีการทา ควรทาครีมกันแดดให้มีความหนาสม่ำเสมอและทาทั่วถึงทั้งใบหน้าประมาณขนาดเท่า 1 เหรียญบาท หรือ 5-6 เม็ด ถั่วเขียว
4. ทาทิ้งไว้ 15-20 นาทีก่อนออกแดด เพื่อให้ยาเกาะตัวผิวหนังชั้นบนและควรทาซ้ำทุกๆ 2-3 ชั่วโมง โดยเฉพาะบริเวณนอกร่มผ้าที่สัมผัสกับแดดโดยตรง
5. ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีฤทธิ์กันน้ำ (water resistance) สำหรับกิจกรรมกลางแจ้งที่เหงื่อออกมาก หรือกีฬาทางน้ำ เพื่อไม่ให้ครีมกันแดดหลุดออกจากผิวเมื่อเหงื่อออก หรือสัมผัสกับน้ำ

คราวนี้เราก็รู้จักครีมกันแดดกันมากขึ้นแล้ว หวังว่าการเลือกซื้อครีมกันแดดในคราวต่อไปจะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน... เตรียมผิวสวยสู้แดด กันได้เลยค่ะ

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องน่ารู้...คู่ผิวสวย

Click here to add a comment

Leave a comment: