counter

โทษของ “ขนมขบเคี้ยว” ภัยร้ายที่ต้องระวัง!!

โทษของขนมขบเคี้ยว

ขึ้นชื่อว่า “ขนมขบเคี้ยว” เชื่อว่าไม่มีใครไม่เคยรับประทานแน่นอน ขนมขบเคี้ยวถือเป็นอาหารว่างที่รับประทานกันมาตั้งแต่เด็กจนโต เป็นอาหารที่รับประทานเพลินๆ ไม่ว่าเราจะทำกิจกรรมใด ทั้งดูหนัง อ่านหนังสือหรือกระทั่งเดินเล่น หลายๆ คนก็มีอันต้องเดินไปกินไป นอกจากนี้ในปัจจุบันก็ได้มีการผลิตขนมขบเคี้ยวออกมาหลากหลายยี่ห้อ หลากหลายรสชาติ แถมยังจูงใจด้วยของแถมและโปรโมชั่นมากมาย ทำให้ขนมขบเคี้ยวกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันได้ไม่ยาก

อย่างไรก็ตามแม้ขนมขบเคี้ยวจะถือเป็นของกินเล่นที่แสนอร่อยเพียงใด แต่การรับประทานเข้าไปในปริมาณมากนั้นก็ก่อให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน ซึ่งอันตรายที่ว่านี้จะมีอะไรบ้างนั้น เราชาวสุขภาพดี...ได้รวบรวมไว้ให้อ่านกันแล้ว เลื่อนลงไปดูได้เลยค่ะ

อันตรายของ “ขนมขบเคี้ยว” ภัยเงียบที่คุณควรรู้ 

1. เป็นสาเหตุของโรคอ้วนและฟันผุ (โทษของขนมขบเคี้ยว) ขนมขบเคี้ยวบางชนิดมีรสหวาน ไม่ว่าจะเป็นลูกอม หมากฝรั่ง เยลลี่ ซึ่งมีการเติมสารให้ความหวานและน้ำตาลลงไปเป็นจำนวนมาก เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วไม่มีการเผาผลาญ กลูโคสในน้ำตาลจะแปรสภาพเป็นไขมันและเกาะตามส่วนต่างๆ ของร่างกายทำให้อ้วนได้ นอกจากนั้นน้ำตาลยังเป็นสาเหตุของฟันผุ เมื่อน้ำตาลเข้าไปเกาะตามรูเล็กๆ บริเวณผิวฟัน จะเกิดเป็นคราบพลักซ์ (Plaque) ทำให้ฟันดำหรือผุในที่สุด

2. เป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง (โทษของขนมขบเคี้ยว) ขนมขบเคี้ยวจำพวกช็อกโกแลตหรือขนมอบเคลือบช็อกโกแลตล้วนเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากในช็อกโกแลตมีสารหลายอย่างทั้ง เฟนิลไธลามิน, ธีโอโบรไมน์ และกาเฟอีนซึ่งหากรับประทานมากเกินไปจะทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงและทำให้เกิดความดันโลหิตสูงตามไปด้วย ดังนั้นหากจะรับประทานช็อกโกแลตควรรับประทานเป็นช็อกโกแลตบริสุทธิ์หรือ Dark chocolate แทน

3. เป็นสาเหตุของโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดและเส้นเลือดในสมองแตก (โทษของขนมขบเคี้ยว) ขนมขบเคี้ยวที่ใช้น้ำมันในการทอดไม่ว่าจะเป็นแป้ง ถั่ว และเมล็ดพืชทอดกรอบเป็นสาเหตุของโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดสูงได้ทั้งนั้น หากรับประทานมากเกินไปไขมันไม่ดีเหล่านั้นจะสะสมตามชั้นผิวหนังทำให้เกิดเซลลูไลท์และหากสะสมในเส้นเลือดจะทำให้การลำเลี้ยงเฮโมโกบินไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ไม่ดี เป็นสาเหตุของโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดสูงและเส้นเลือดในสมองแตกได้

4. เป็นสาเหตุของโรคไต (โทษของขนมขบเคี้ยว) ขนมขบเคี้ยวส่วนใหญ่จะมีการเติมเกลือเพื่อเพิ่มรสชาติ ยิ่งเป็นขนมทอดกรอบจำพวกมันฝรั่งหรือแป้งทอดปรุงรสด้วยแล้ว ยิ่งมีทั้งการแต่งสี กลิ่นและใส่ผงชูรสร่วมด้วย หากรับประทานเข้าไปในปริมาณมากไตที่ทำหน้าที่กำจัดเกลือและของเสียจะทำงานหนักขึ้น ซึ่งในบางรายอาจต้องมีการผ่าตัดเปลี่ยนไตซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงและต้องใช้เวลารักษานาน ดังนั้นควรรับประทานแต่พอดีหรือหากเป็นไปได้ให้งดรับประทานไปเลย

จะเห็นได้ว่าขนมขบเคี้ยวที่หลายคนชื่นชอบนำมาซึ่งโรคร้ายต่างๆ มากมาย ดังนั้นควรรับประทานแต่น้อย และออกกำลังกายเพื่อเพิ่มการเผาผลาญให้มาก ทางที่ดีควรหันมารับประทานขนมขบเคี้ยวที่มีประโยชน์แทน โดยวันนี้นอกจาก ‘สุขภาพดี’ มาบอกเล่าถึงอันตรายจากขนมขบเคี้ยวแล้ว ยังมีได้นำเสนอขนมอีกแบบที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์มาบอกเล่าเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้อ่านที่อยากอิ่มอร่อยกับขนมแต่ไม่อยากเสียสุขภาพ

อาหารขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ 5 อย่างที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์

1. ผลไม้อบแห้ง (อาหารขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ) ผลไม้อบแห้งเช่นกล้วยหรือลูกพรุนมีวิตามินซีสูง นอกจากนั้นยังพกพาสะดวก สามารถรับประทานได้ทุกที จึงเป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่เหมาะสำหรับคนติดขนม

2. ปลาเส้นหรือปลาสวรรค์ (อาหารขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ) ถือเป็นขนมขบเคี้ยวที่มีโทษน้อยที่สุดหากเทียบกับขนมกรุบกรอบชนิดอื่น ในปลาเส้นจะมีปริมาณโปรตีนและวิตามินเป็นส่วนประกอบ แต่ทั้งนี้ต้องเลือกยี่ห้อที่ใช้การอบไม่ใช่การทอดและต้องเลือกแบบที่โซเดียมต่ำ

3. นมอัดเม็ด (อาหารขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ) นมอัดเม็ดเป็นขนมขบเคี้ยวหนึ่งในโครงการหลวง ที่จัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนนมของเด็กที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ซึ่งตอนนี้ขนมชนิดนี้ได้มีวางจำหน่ายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป รับรองว่าไม่เพียงแค่อร่อยเคี้ยวเพลินแต่ยังได้แคลเซียมสูงอีกด้วย

4. อัลมอนด์อบกรอบ (อาหารขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ) ขนมกรุบกรอบที่ทั้งอร่อยทั้งมีประโยชน์ ในอัลมอนด์อุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆทั้ งวิตามิน โปรตีนและกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย การรับประทานอัลมอนด์จะเป็นอีกหนึ่งวิธีช่วยเพิ่มไขมันดีอย่าง เพิ่มระดับ HDL และลดระดับ LDL ซึ่งเป็นไขมันไม่ดีได้ด้วย

อาหารขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ

5. ป็อบคอร์นไขมันต่ำ (อาหารขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ) ขนมขบเคี้ยวชนิดนี้ให้พลังงานสูงแต่ไขมันต่ำ เนื่องจากทำมาจากข้าวโพดสดๆ นำไปคั่วในกระทะร้อนหรืออบในไมโครเวฟให้ข้าวโพดพองตัว เพียงแค่ข้าวโพด 1 กำมือก็สามารถทำป็อบคอร์นได้เป็นถัง และด้วยข้าวโพดมีสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินบี 1-2 วิตามินเอ และเบต้าแคโรทีน เมื่อรับประทานเข้าไปจะช่วยบำรุงสายตาและผิวพรรณได้ดี

จะเห็นได้ว่าขนมขบเคี้ยวมีทั้งที่มีประโยชน์และมีโทษต่อร่างกาย ดังนั้นการเลือกบริโภคขนมที่อร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการจึงเป็นสิ่งที่บริโภคต้องคำนึงเป็นอย่างมาก เพราะหากรับประทานขนมขบเคี้ยวที่ไม่มีประโยชน์เข้าไปในปริมาณมาก ย่อมส่งผลเสียต่ออวัยวะภายในร่างกายได้ ดังนั้นก่อนจะรับประทานขนมชนิดใด อย่าลืมตรวจสอบส่วนประกอบทุกครั้ง นอกจากนั้นรับประทานแต่น้อยแต่ออกกำลังกายให้มากกันด้วยนะคะ

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องน่ารู้...คู่สุขภาพดี