counter

6 พฤติกรรม

รักษาสิว อย่างไรก็ไม่หายเสียที

รักษาสิว

เมื่อสิวเกิดขึ้นมาบนใบหน้าแล้วก็ต้องหาวิธีรักษา แต่บางคน ไม่ว่าจะสรรหาสารพัดวิธีมารักษาก็แล้ว แต่สิวก็ยังไม่หายซักที อาจเป็นไปได้ว่าคุณกำลังรักษาสิวผิดวิธีอยู่หรือเปล่า? วันนี้เรามี 6 พฤติกรรมในการรักษาสิวที่เจอบ่อยที่สุด และเป็นสาเหตุที่ทำให้รักษาสิวยังไงก็ไม่หายเสียทีมาฝากค่ะ

พฤติกรรมที่ 1 ใช้ยารักษาสิวไม่นานพอ

บางคนใช้ยารักษาสิวแค่ไม่กี่สัปดาห์ก็ถอดใจซะแล้ว เพราะเห็นว่าอาการไม่ดีขึ้น แต่จริงๆแล้ว ยาบางตัวต้องใช้เวลา 6-12 สัปดาห์เลยทีเดียวกว่าจะให้ผลในการรักษาสิวที่ดี โดยเฉพาะยาประเภทกรดวิตามินเอ ซึ่งในช่วง 3-6 สัปดาห์แรก จะทำให้อาการของสิวแย่ลง และมีสิวเห่อเป็นจำนวนมาก แต่หลังจากนี้สิวจะค่อยๆแห้งและดีขึ้นจนหายไปในที่สุด

"ดับบลิว อาร์มสตรอง" ผู้ช่วยศาสตราจารย์ของสถาบันโรคผิวหนัง ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย บอกว่า เขาจะให้ผู้ป่วยใช้ยารักษาสิวที่จ่ายไปเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน จากนั้นจึงนัดมาติดตามผลว่าควรใช้ต่อหรือไม่ หากอาการดีขึ้นก็ให้ผู้ป่วยใช้ยาต่อไป แต่หากอาการแย่ลงหรือคงที่ ก็อาจะเปลี่ยนชนิดของยา เห็นแล้วใช่ไหมคะว่า กว่ายาแต่ละชนิดจะออกฤทธิ์นั้นใช้เวลาไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้นใครที่ใช้ยาแค่ไม่กี่สัปดาห์แล้วก็เปลี่ยนยาใหม่ไปเรื่อยๆ ระวังสิวจะไม่หาย แถมเปลืองเงินซื้อยาโดยใช่เหตุด้วยค่ะ

พฤติกรรมที่ 2 ใช้ยารักษาสิวบางประเภท “นาน” เกินไป

นอกจากการใช้ยาในระยะสั้นเกินไปจะทำให้สิวไม่หายแล้ว การใช้ยาบางชนิดในระยะเวลานานเกินไปก็อาจทำให้สิวไม่หายได้เช่นกัน โดยเฉพาะยาประเภท Benzoyl Peroxid ที่ใช้สำหรับทาก่อนล้างหน้า หากทิ้งไว้นานเกินไปเป็นชั่วโมงก็อาจทำให้ผิวหน้าเกิดอาการระคายเคือง แสบแดง และลอกอย่างรุนแรงได้ นอกจากนี้ ยารักษาสิวประเภท AHA หรือ Alpha Hydroxy Acids หากใช้ในความเข้มข้นที่มากกว่า 20% และทาทิ้งไว้นานเกินไปก็อาจส่งผลเช่นเดียวกับการใช้ Benzoyl Peroxid ดังนั้นหากไม่อยากให้หน้าเกิดอาการระคายเคืองจนอาการของสิวแย่ลง แนะนำว่าให้ใช้ยาแต่ละชนิดในระยะเวลาที่พอดี ตามที่ฉลากระบุไว้

ข้อผิดพลาดที่ 3 ใช้ยาหลายๆตัวพร้อมกัน

คำว่า “พร้อมกัน” ในที่นี้หมายถึง การทายาตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปลงบนผิวหนังในเวลาเดียวกัน ซึ่งยาบางชนิด ก็มีฤทธิ์หักล้างกัน หากใช้พร้อมกันจะให้ผลการรักษาที่ไม่เต็มที่ อย่างเช่น  กลุ่มกรดวิตามินเอ หรือ Tretinoin ควบคู่กับยา Benzoyl Peroxide เนื่องจาก Benzoyl Peroxide มีผลให้การทำงานของ Tretinoin มีประสิทธิภาพน้อยลง อีกทั้งยาทั้งสองชนิดนี้จะทำให้ผิวไวต่อแสง และอาจรุนแรงเกินไปต่อผิวที่บอบบางแพ้ง่าย แต่ถ้าอยากใช้ยาทั้ง 2 ชนิดนี้ด้วยกันก็สามารถทำได้ แต่ต้องใช้คนละเวลา คืออาจจะใช้ B Benzoyl Peroxide ทาก่อนล้างหน้า และทา Tretinoin ก่อนนอน หลังจากที่ล้างยาตัวแรกออกหมดแล้วก็ได้ค่ะ นอกจากผลเสียที่กล่าวมาแล้ว การใช้ยารักษาสิวหลายๆตัวพร้อมกัน อาจระคายเคืองผิวหนังอย่างรุนแรงได้ เพราะยารักษาสิวส่วนมากมีฤทธิ์ผลัดเซลผิว ทำให้หน้าแห้งลอก จึงไม่ควรใช้ร่วมกัน

พฤติกรรมที่ 4 สครับผิวหน้าบ่อยเกินไป

บางคนเข้าใจว่าสาเหตุของสิวเกิดจากความสกปรกและสิ่งอุดตันในรูขุมขน ซึ่งก็มีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่ใช่ว่าทุกคนจะมีสิวเพราะเหตุผลเดียวกัน บางคนอาจเป็นสิวฮอร์โมน หรือสิวจากการทานยาบางชนิดก็เป็นได้ แต่หลายคนก็พยายามที่จะสครับใบหน้าบ่อยๆ เพื่อขจัดความมันและสิ่งสกปรกบนใบหน้า แต่นั่นกลับเป็นพฤติกรรมที่ยิ่งทำให้อาการของสิวแย่ลงไปอีก เพราะเมื่อสครับหน้าบ่อยๆผิวก็จะถูกรบกวน เกิดการอักเสบ และอาจติดเชื้อจากผลิตภัณฑ์สครับผิวที่ไม่สะอาดพอ ดังนั้นในช่วงที่เป็นสิวควรหยุดการสครับหน้าไปก่อน หากรู้สึกว่าผิวไม่สะอาดก็ควรล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยน มีค่า Ph ที่เป็นกลาง

พฤติกรรมที่ 5 เลือกใช้ยาไม่ถูกกับประเภทของสิว

แน่นอนว่าสิวต่างประเภทกัน ก็ต้องเลือกใช้ยาคนละชนิดกัน อย่างสิวอุดตันก็ต้องใช้ยาจำพวกกรดวิตามินเอ และเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ แต่หากเป็นสิวอักเสบก็ควรใช้ยาประเภทคลินดามัยซิน หรืออิริโทรมัยซิน สามารถคลิกเลือกดูการเลือกใช้ยาสำหรับสิวประเภทต่างๆได้จากที่นี่เลยค่ะ ยาสำหรับรักษาสิวอุดตัน ยารักษาสิวอักเสบ นอกจากการเลือกยาให้ถูกกับประเภทของสิวแล้ว การเลือกใช้ Skincare ให้ตรงตามสภาพผิวก็เป็นส่วนสำคัญในการที่จะทำให้สิวหายได้เช่นกัน ถ้าเป็นคนผิวมันก็ควรเลือก Skincare ชนิดที่เป็น Oil Free เพื่อจะได้ไม่ไปเพิ่มความมันให้กับผิวหน้าไปอีก หรืออาจเลือกใช้ Skincare ที่เป็นเนื้อเจลแทน แต่หากผิวแห้งก็ต้องหามอยซ์เจอไรเซอร์มาทาเพื่อเสริมความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง โดยเลือกเป็นมอยเจอไรเซอร์เนื้อบางเบาที่ไม่ผสมน้ำหอม และแอลกอฮอล์ เพื่อบรรเทาอาการผิวแห้งจากการใช้ยารักษาสิว

พฤติกรรมที่ 6 หยุดใช้ยารักษาสิวทันทีที่สิวหาย

หลายคนเมื่อเห็นว่าสิวหายแล้วก็หยุดใช้ยาทุกประเภททันที แต่แท้จริงแล้วเราควรใช้ยาบางชนิดที่มีฤทธิ์ป้องกันสิวอย่าง Benzoyl Peroxid ต่อไปอีกถึงแม้สิวจะหายแล้ว เพราะสิวเป็นโรคที่ไม่หายขาด ยังสามารถเป็นอยู่ได้เรื่อยๆ ตราบเท่าที่ยังมีปัจจัยกระตุ้น แต่อาจลดความถี่ในการใช้ยาลงเหลือแค่ 2 วันครั้ง หรืออาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อเป็นการควบคุมไม่ให้สิวกลับมาขึ้นอีก

เชื่อว่าหลายคนพอทราบถึงพฤติกรรม และการใช้ยารักษาสิวที่ไม่ถูกวิธีคงต้องร้องอ๋อ...ว่าทำไมตัวเองรักษาสิวอย่างไร สารพัดวิธีก็ไม่หายเสียที แต่จากนี้ไปใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับสิว กำลังรักษาสิว ต้องอดทนและเลือกใช้วิธีและยารักษาสิวที่ถูกต้อง และอย่าลืมหลีกเลี่ยง 6 พฤติกรรมที่ทำให้สิวไม่หายกันนะคะ คราวนี้จะได้รักษาสิวกันอย่างถูกวิธีและหายเป็นสิวเสียทีค่ะ