counter

วิธีดีท็อกซ์ลำไส้...ที่ใครลองแล้วต้องติดใจ

ดีท็อกซ์ลำไส้

หลักๆ จุดประสงค์ของการดีท็อกซ์ลำไส้ก็เพื่อจับสารพิษออกจากร่างกาย ปรับสมดุลการย่อยอาหารให้เป็นปกติ ช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย บรรเทาอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากพิษสะสม เช่น สิว ผดผื่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหัว ท้องผูก เป็นต้น

ทำความเข้าใจกับลำไส้ใหญ่

-ลำไส้ใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของระบบย่อยอาหาร มีความยาว 1.5 เมตร

-ระบบภูมิคุ้มกันส่วนใหญ่อยู่ที่ลำไส้ใหญ่ ถ้าระบบนิเวศดีภูมิคุ้มกันก็จะดีตาม ฉะนั้นจุลินทรีย์จึงเป็นตัวแปรสำคัญ ถ้าลำไส้หมักหมมไปด้วยเศษอาหารภูมิคุ้มกันก็เสียตามไปด้วย

-ลำไส้ใหญ่เปรียบเสมือนรากของต้นไม้ คอยดูซับสารอาหารและน้ำ และลำเลียงไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย

หน้าที่ของลำไส้ใหญ่

- ย่อยอาหารต่อจากกระเพาะ

- ดูดซึมและส่งต่อสารอาหารไปยังอวัยวะต่างๆ ผ่านผนังลำไส้และเลือด

- เป็นเส้นทางระบายของเสียออกจากร่างกาย ในรูปแบบของอุจจาระ

ดีท็อกซ์ลำไส้คืออะไร?

การสวนลำไส้หรือเรียกว่าดีท็อกซ์ คือการใช้น้ำอุ่น หรือน้ำสมุนไพรสวนเข้าไป เพื่อล้างพิษตับ ที่สะสมในลำไส้ช่วยระบายสารพิษได้เป็นอย่างดี

การดีท็อกซ์สามารถล้างสารพิษ 2 ชนิดออกจากร่างกาย

- น้ำและเชื้ออุจจาระ ที่หมักหมมในลำไส้

- ความร้อน หรือ ความเย็น ส่วนเกินในร่างกาย

พิษทั้ง 2 ชนิดเกิดเป็นกระบวนการทางธรรมชาติ ถ้าไม่ทำการชะล้างระบายออกมา สารพิษนี้ก็จะถูกดูดซึมกลับเข้าไปใหม่ และก่อให้เกิดโรคตามมา ที่เห็นได้ชัดง่ายๆ คือ สิวและผดผื่นที่ขึ้นตามตัว

ประโยชน์ของการดีท็อกซ์ลำไส้

- การดีท็อกซ์ลำไส้ช่วยชะล้างสิ่งอุดตันในลำไส้ให้ออกมา

- ลำไส้หายบวมและแห้ง

- ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุได้ดีขึ้น อวัยวะต่างๆ ก็ทำงานได้ดีตามลำดับ

- เส้นทางระบายของเสียถูกเปิด ทำให้ร่างกายระบายของเสียได้ดีขึ้น

- ชะลอวัย ไม่เหี่ยวย่น

- ร่างกายรักษาตัวเองได้ดีขึ้น ฟื้นฟูได้เร็ว หายจากโรคที่เป็นอยู่

- มีพลัง เพราร่างกายดูดซึมแร่ธาตุและสารอาหารได้เต็มที่นั่นเอง

วิธีดีท็อกซ์ลำไส้แบบง่ายๆ

1. นำน้ำอุ่นใส่ใส่อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับสวนล้างลำไส้

2. ปริมาณน้ำที่เทลงไปในถุงขึ้นอยู่กับแต่ละคน ปริมาณที่เหมาะสมคือ ผู้หญิง 1000 cc ผู้ชาย 1500 หรือแล้วแต่ความรู้สึกเหมาะสมของแต่ละคน

3. นำถุงดีท็อกซ์แขวนไว้ที่ห้องน้ำ ให้สูงจากพื้นประมาณ 1 เมตร

4. ให้นอนตะแคงด้านขวา

5. ทาเจลหล่อลื่นที่ปลายสายยาง เราอาจใช้น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันงาก็ได้ แล้วแต่สะดวก

6. นำปลายสายยางสอดเข้ารูทวารหนัก ความลึกประมาณ 3 นิ้ว

7. เปิดวาล์วน้ำให้ไหลช้าๆ ถ้ารู้สึกปวดท้องให้ปิดวาล์วและรอสักพัก เมื่อหายปวดให้เริ่มทำอีกครั้ง

8. พลิกนอนหงายและอั้นไว้สัก 5- 10 นาที เมื่อถึงเวลาก็ไปขับถ่ายตามปกติ หากทนไม่ไหวก็สามารถเข้าห้องน้ำขับถ่ายได้ก่อนเช่นกัน

คำแนะนำสำหรับการดีท็อกซ์ลำไส้:

- ปริมาณน้ำที่ใช้ไม่ต้องเป๊ะเสมอไป แต่ใช้ความรู้สึกสบายๆ เป็นเกณฑ์

- ต้องระวัง ถ้าร่างกายคนเย็นเกินไป แล้วใส่น้ำแร่หรือสมุนไพรฤทธิ์เย็นเข้าไปอาจทำให้ป่วยหนักได้ ควรปรับอุณหภูมิให้สมดุล ถ้าร่างกายร้อนเกินไปก็ไม่ควรใส่สมุนไพรฤทธิ์ร้อนอย่าง กาแฟ ขมิ้น เข้าไป

- สำหรับน้ำที่ใช้ ควรใช้น้ำประปาที่ผ่านการกรองคอรีน นำไปต้มให้เดือด รอจนอุ่น อุณหภูมิห้อง จากนั้นจึงนำมาใช้สวน จะทำให้รู้สึกสบายตัว

- ถ้าดีท็อกซ์แล้วรู้สึกไม่สบาย อาจเกิดจากสาเหตุ แขวนถุงสูงเกินไป, ใช้น้ำเยอะไป, กลั้นอุจจาระนานเกินไป, สิ่งที่ใส่เข้าไปไม่เหมาะสมกับร่างกาย หรือใช้อุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม

- ความถี่ในการดีท็อกซ์ลำไส้ ควรทำอาทิตย์ละ 1 ครั้ง

- การสวนล้างดีท็อกซ์ลำไส้เป็นการช่วยระบายของเสีย แต่ไม่ควรพึ่งจนเกินไปเพราะอาจทำให้จุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้และกระเพาะเสียหาย และอาจเกินการแปรปรวนของระบบขับถ่าย ง่ายๆ คือ อาจจะไม่สามารถถ่ายได้เอง

- ที่สำคัญสุดคือ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถึงการสวนล้างที่ถูกต้องที่เหมาะสมกับตัวเอง ห้ามทำมั่วเด็ดขาด และห้ามใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน

การดีท็อกซ์ลำไส้นั้น นอกจากการสวนล้างลำไส้แล้วการรับประทานอาหารก็เป็นการดีท็อกซ์ได้เช่นกัน แถมยังเป็นการฟื้นฟูแบบค่อยเป็นค่อยไป ฉะนั้นการสวนล้างเป็นหนึ่งตัวช่วยซึ่งเราต้องศึกษาและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญให้ถูกต้องก่อนที่จะลงมือทำเอง ในขณะเดียวกัน ถ้าสามารถเลือกได้ควรเลือกการฟื้นฟูร่างกายด้วยวิธีเลือกรับประทานอาหารจะดีกว่า เพราะจะเป็นการทำความสะอาดร่างกายแบบช้าๆ อย่างเป็นระบบ ถ้าร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงแบบแบพลัน อาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี

ที่มา: Yuzu Healthy ดูแลสุขภาพองค์รวมด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการดีท็อกซ์เพื่อสุขภาพ

ดีท็อกซ์ลำไส้

สมุนไพรดีท็อกซ์ลำไส้ "ตรีผลา" ต้องใช้สูตรนี้เท่านั้น!!