counter
  • Home  / 
  • เคล็ดลับสุขภาพ
  •  /  เชื้อ “ไมโคพลาสม่า” คืออะไร ที่ในหลวง ร.9 ทรงติดมาจากการทรงงานภาคเหนือ

เชื้อ “ไมโคพลาสม่า” คืออะไร ที่ในหลวง ร.9 ทรงติดมาจากการทรงงานภาคเหนือ

เชื้อไมโครพลาสม่า

ไมโคพลาสม่า” ก็คือแบคทีเรียขนาดเล็กที่มีชื่อเต็มๆ ว่า Mycoplasma pneumonia ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคระบาด เช่น การเป็นต้นเหตุของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง จึงทำให้เรามีอาการไอ เจ็บคอ หลอดลมอักเสบ และปอดบวม นอกจากเกิดกับคนแล้วยังเกิดกับ วัว สัตว์ ไม่ต่างจากคน

ปอดอักเสบเกี่ยวอะไรกับ “ไมโคพลาสม่า”

นั่นก็เนื่องจากว่าไมโคพลาสม่าเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคที่กล่าวไปในข้างต้นแล้ว ไมโคพลาสม่ายังเป็นหนึ่งในเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคปอดอักเสบ แต่การเกิดเชื้อปอดอักเสบในกรณีนี้จะไม่ค่อยรุนแรง และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ใครเสี่ยงติดโรค?

สำหรับการระบาดของเชื้อไมโคพลาสม่าสามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ จะพบบ่อยในจอายุที่น้อยกว่า 40 ปี พบมากในเด็กเล็กๆ รวมถึงวัยรุ่นที่อายุน้อยกว่า 20 ปี มีโอกาสเกิดได้ทั้งหญิงและชาย สามารถติดเชื้อได้ตลอดปี โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อน

แหล่งแพร่เชื้อคือที่ใด?

ส่วนมากจะพบเชื้อไมโคพลาสม่าในชุมชนปิด เช่น โรงเรียน ค่ายทหาร หรือฟาร์มสัตว์ เป็นต้น เนื่องจากมีการแออัดของคนหรือสัตว์จำนวนมาก จะเอื้ออำนวยให้เกิดการระบาดของเชื้อไมโคพลาสม่าได้ง่าย

การติดต่อของโรคไมโคพลาสม่า

สำหรับเชื้อไมโคพลาสม่าสามารถติดต่อได้ทางระบบหายใจ ติดเชื้อได้ง่ายๆ แค่เราใกล้ชิดกับผู้มีเชื้อ หรือ ได้รับละอองจากการไอ หรือจามจากผู้มีเชื้อ ยิ่งถ้าอยู่ในสถานที่ปิดแค่นี้ก็ทำให้เราได้รับเชื้อมาด้วยแล้ว

ติดเชื้อระดับไหนถึงเรียกว่าป่วย

เมื่อติดเชื้อไมโคพลาสม่า ร่างกายจะใช้เวลาฟักตัว 1-4 สัปดาห์ สังเกตว่า ไมโคพลาสม่าจะใช้เวลาฟักเชื้อนานกว่าไวรัสไข้หวัดใหญ่ หรือเชื้อไวรัสปอดอักเสบชนิดอื่นๆ เมื่อเชื้อไมโคพลาสม่าฟักตัวแล้วอาจมีอาการเบื้องต้นดังนี้

1. ไข้สูงมาก เกิน 38 องศาเซลเซียส และอาจมีอาการหนาวสั่น

2. ไอแห้งๆ อาจมีเสมหะขาว อาการจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไอเรื้อรังกระทั่งทำให้เจ็บกล้ามเนื้อหน้าอก

3. มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ครั่นเนื้อครั่นตัว และอ่อนเพลีย

4. เจ็บคอ คันคอ อาหารเจ็บคอจะมีไม่มาก คอแดงเล็กน้อยไม่มีหนอง

5. เจ็บหน้าอก เมื่อหายใจเข้าออก แต่จะพบได้น้อย

6. อาจพบผื่นแดงตามร่างกาย มีลักษณะคล้ายไข้ออกผื่น หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า ส่าไข้

7. ถ้าอาการรุนแรงขึ้นจะทำให้หายใจเหนื่อย หายใจเร็ว แต่ยังคงดำเนินชีวิตประจำวันได้

8. มีอาการติดต่อกันนานเกิน 1 สัปดาห์ โดยอาการไข้อาจหายก่อน แต่ยังมีอาการไอมากกว่า 3 สัปดาห์และอาจหายได้เองโดยไม่ต้องรักษา

9. หากมีอาการหนักกว่าที่ได้กล่าวถึงจะมีภาวะแทรกซ้อน ทำให้เกิดโรคติดต่อทางระบบหายใจ เช่น ติดเชื้อที่สมองและไขสันหลัง หรืออาจะเป็นโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบก็ได้

คนที่ติดเชื้อ “ไมโคพลาสม่า” ส่วนใหญ่ไม่มีอาหารรุนแรง ส่วนมากมีอาการคล้ายไข้หวัดและสามารถหายได้เองโดยปกติ มีเพียง 5-10% เท่านั้นที่จะเกิดปอดอักเสบ

วิธีการรักษา

การรักษาโรคสามารถใช้ยาในกลุ่มปฏิชีวนะกลุ่ม marcolides หรือ doxycycline ถ้ามีภาวะแทรกซ้อนหรือหายใจเหนื่อยมาก ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องนอนรักษาในโรงพยาบาลอาการที่ควรไปพบแพทย์

1. ไข้ขึ้นสูง

2. อาการไอแห้งๆ บ่อยครั้งหรือเป็นเวลานาน หรืออาจจะถึงขั้นไอเป็นเลือด

3. อาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว

4. อาการเจ็บหน้าอกเวลาหายใจเข้า ออก

5. แน่นหน้าอกด้านซ้าย หรือรู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะ แขนขาอ่อนแรง ชักเกร็ง ซึม อาการปากซีด ปากล้นซีด ปัสสาวะเข้ม

6. ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือรับประทานยากดภูมิคุ้มกันอยู่ อาจเกิดการติดเชื้อรุนแรงได้ง่

วิธีป้องกันการติดเชื้อ

ถึงแม้ไมโครพลาสม่าไม่ใช่โรคระบาด แต่เราก็สามารถป้องกันได้ด้วยการปฏิบัติตัวดังนี้

- หลีกเลี่ยงการอยู่ในชุมชนแออัด หรือพื้นที่ปิดที่มีคนหนาแน่น อาจสวมหน้ากากอนามัย ปิดปาก ปิดจมูกเสมอ

- ล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนปรุงหรือรับประทานอาหาร รวมถึงควรใช้ช้อนกลาง

- ไม่สำส่อนทางเพศ เพื่อป้องกันการติดเชื้อทางระบบปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์

โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยติดเชื้อจะมีอาการไม่รุนแรงมาก แต่ถ้าหากเจ็บป่วยด้วยการติดเชื้อโรค “ไมโคพลาสม่า” ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ อย่างน้อยควรไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

ที่มา: http://health.kapook.com/view43053.html

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องน่ารู้...คู่สุขภาพดี