counter

12 ประโยชน์ของวิตามินเอ (Vitamin A)...

มิใช่แค่บำรุงสายตา 

วิตามินเอ

เมื่อไหร่ที่เราได้ยินคำว่าวิตามิน...ทุกคนจะต้องนึกถึงประเภทของวิตามินที่มีหลากหลายชนิดตั้งแต่วิตามินเอ บี ซี ดี (A B C) ที่มีเยอะแยะมากมาย แต่จะว่าไปแล้วเราก็ยังไม่รู้จักกับวิตามินแต่ละชนิดได้ดีซักเท่าไหร่ ฉะนั้นอย่ารอช้า ถ้าอยากมีสุขภาพดี เรามาทำความรู้จักกับเจ้าวิตามินตัวแรก...นั่นก็คือ วิตามินเอ โดยมาดูว่าประโยชน์ของวิตามินเอจะมีมากแค่ไหนกัน วิตามินเอช่วยอะไร...ไปดูกันเลยค่ะ

วิตามินเอ (Vitamin A) ประกอบด้วยสารเรตินอลและแคโรทีน เรตินอลจะช่วยให้ร่างกายใช้วิตามินเอได้ทันที เรตินอลเป็นหนึ่งในวิตามินที่ละลายในไขมัน อาจจะเปลี่ยนเป็น Retinal acid ซึ่งเป็นรูปแบบวิตามินอีกชนิดที่ออกฤทธิ์ได้ทันที

12 นานาประโยชน์ของวิตามินเอ

1 วิตามินเอช่วยบำรุงสายตา แน่นอนว่าความโดดเด่นของวิตามินเอคือช่วยในการมองเห็น ช่วยให้เรามีสายตาที่ดีขึ้น โดยเรามักจะได้ยินบ่อยๆ ว่า...หากทานผักบุ้งหรือว่าผักโขมเยอะๆ จะช่วยบำรุงสายตา แก้ข้อบกพร่องทางสายตาให้กลับมาเป็นปกติได้ นั่นเป็นเพราะในผักบุ้ง และผักโขมอุดมด้วยวิตามินเอนั่นเอง

2 วิตามินเอช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูก การแบ่งตัวของเซลล์ การสร้างใหม่ และความแตกต่างของเซลล์ เช่น เซลล์ที่เป็นส่วนหนึ่งของสมอง กล้ามเนื้อ ปอด เลือด หรือเนื้อเยื่อพิเศษ และเจริญเติบโตของเซลล์ชนิดหนึ่งที่ผิวหนัง และเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์

3 วิตามินเอช่วยในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค ควบคุมระบบภูมิคุ้มกันเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างภูมิต้านทานโรค ช่วยป้องกันต่อต้านการติดเชื้อ

4 วิตามินเอช่วยสร้างเสริมความแข็งแรงของเซลล์ผิวหนัง ช่วยทำให้ผิวหนังมีความแข็งแรง และเซลล์เยื่อบุผิวของระบบอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร หรือต่อสู้กับเชื้อโรคโดยการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวขึ้นมาทำลายแบคทีเรียและไวรัส

วิตามินเอช่วยป้องกันผิว และเยื่อบุบริเวณช่องจมูกและปาก เป็นการป้องกันแบคทีเรียและไว้รัสเข้าหลอดลม ทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายยากขึ้น และยังกระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลือดขาวโดยเฉพาะโฟไซท์ล (Lymphocyte) ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

6 วิตามินเอช่วยเสริมสร้างร่างกายได้ทั้งภายนอกและภายใน ผิว ผม เล็บ นัยน์ตา ทางภายในคือ เยื่อบุพื้นผิวภายในทั้งหลาย เยื่อบุพื้นผิวในปาก ในลำไส้ หรือที่เรียกว่าทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจและเยื่อบุพื้นผิว ช่วยบำรุงเส้นผม เช่น ช่วยสร้างเยื่อบุหลอดลมและเนื้อเยื่อต่างๆ ในทางเดินหายใจ

7 ประโยชน์ของวิตามินเอช่วยบำรุงรักษาเซลล์ชนิดบุผิวให้ชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา เช่น เยื่อบุตาขาว เยื่อบุทางเดินหายใจ เยื่อบุทางเดินอาหาร เยื่อบุทางเดินปัสสาวะ และเยื่อบุหูชั้นกลาง

8 ประโยชน์ของวิตามินเอช่วยให้ระบบสืบพันธุ์ทำงานได้ตามปกติ เช่น การสร้างตัวอสุจิในผู้ชายและระบบประจำเดือนของผู้หญิง และจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง

ผิวเรียบเนียนสวยได้ด้วยวิตามินเอ อย่างที่เรารู้กันดีว่าวิตามินช่วยเรื่องการบำรุงผิวได้เป็นอย่างดี และวิตามินเอ เองก็เป็นหนึ่งในวิตามินที่ทำให้ผิวของเราดูดีขึ้นได้เช่นกัน โดยวิตามินเอมีสรรพคุณช่วยรักษารอยแผล ไม่ว่าจะเป็น รอยแผลเป็น รอยสิว หรือจุดด่างดำ ก็จางหายไปได้ เพียงใช้วิตามินเอทาบริเวณที่เป็นรอยแผล รอยสิวเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ

10 วิตามินเอช่วยลดอาการเบื่ออาหาร สรรพคุณอย่างหนึ่งของวิตามินเอ คือช่วยให้เด็กๆ ทานอาหารได้มากขึ้น ช่วยป้องกันอาการเบื่ออาหารสำหรับผู้ใหญ่ที่มีภาวะซึมเศร้า เครียด เบื่ออาหาร เรียกว่าวิตามินเอช่วยเจริญอาหารทั้งเด็กและผู้ใหญ่

11 ประโยชน์ของวิตามินเอช่วยรักษาผิวแตกลาย  หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าปัญหาผิวแตกลาย ผิวขรุขระ ไม่เรียบเนียน หยาบกร้าน ส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดวิตามินเอ ดังนั้นการทานวิตามินเอจะช่วยแก้เรื่องของปัญหาผิวได้

12 วิตามินเอช่วยลดความเจ็บปวด เมื่อไหร่ที่เราเกิดอาการเจ็บปวดหรือเกิดแผลบนร่างกาย วิตามินเอเป็นตัวเสริม ช่วยให้เราต่อสู้กับความเจ็บปวดได้ดีขึ้น อีกทั้งช่วยให้อาการป่วย เป็นไข้ ไม่สบาย หายไวขึ้นอีกด้วย

อาหารประเภทไหนกัน ที่มีวิตามินเอสูง?

วิตามินเอจากอาหารที่ได้จากพืช

โปรวิตามินเอหรือวิตามินเอ จะมีสารแคโรทีนอยด์ เช่น เบต้า-แคโรทีน อัลฟ่า-แคโรทีน และเบต้า-คริปโต ซานทิน จากผลไม้สีเหลืองและสีส้ม ในแคโรทีน ได้แก่ ผัก ผลไม้ที่มีสีเหลือง เช่น มันเทศ ฟักทอง กล้วย ข้าวโพด ลูกพีช แอพริคอท มะม่วง มะละกอ และจากผัก เช่น แครอท ผักใบเขียว เช่น บร็อคโคลี กะหล่ำเขียว ผักขม บวบ ถั่วฝักยาว น้ำนมแม่แรกคลอด เนย และไข่แดง เป็นต้น

อาหารที่มีวิตามินเอสูง

วิตามินเอที่มาจากสัตว์ (พรีฟอร์ม)

ส่วนที่มีวิตามินเอสูงในอาหารที่ได้จากสัตว์เรียกว่า พรีฟอร์มวิตามินเอ ที่จะถูกดูดซึมไปรูปของเรตินอล วิตามินเอในอาหารที่ได้จากสัตว์นั้น จะดูดซึมได้ดีและมีประสิทธิภาพต่อร่างกาย ซึ่งเป็นแบบที่ได้ผลดีที่สุดมักพบในอาหารที่มาจากสัตว์เท่านั้น เช่น เนื้อสัตว์ นม เนย ไข่ ตับ น้ำมันตับปลา มาการีน เนื้อวัว

ดังนั้นวิตามินเอจากสัตว์จะดูดซึมได้ดีกว่าที่มาจากพืช ในสัตว์ ได้แก่ น้ำมันตับปลา ตับ ในพืชใบเขียวจะดูดซึมไม่ดีเท่าวิตามินที่มาจากสัตว์ วิตามินเอในพืชจะอยู่ในรูปของโปรวิตามิน คือ พวกแคโรทีน

วิตามินเอช่วยอะไร

รักษาเรื่องผิวๆ สิวๆ...สรรพคุณของวิตามินเอ

หลายคนจะต้องคุ้นหูกับชื่อของวิตามินเอเป็นอย่างดี เพราะเจ้าวิตามินเอนี่แหละ...ที่มีส่วนช่วยเรื่องผิวเราได้หลายอย่าง สำหรับคนที่เป็นสิว รอยแดง รอยดำ หรือแม้แต่จุดด่างดำบนใบหน้า สามารถใช้วิตามินเอเข้ามาช่วยสมานแผลเหล่านั้นให้หายเป็นปกติ และกลับมามีผิวที่สดใสเหมือนเดิมได้ โดยสามารถหาซื้อตัวยาที่มีส่วนผสมของวิตามินเอได้ และชื่อของยาเหล่านี้ก็คือ "เรติน เอ หรือ เรตินอล " นั่นเอง

ประโยชน์วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตาได้ยังไง?

ประโยชน์ของวิตามินเอนั้นมีมากมายจนเราคิดไม่ถึงกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะวิตามินเอมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับดวงตา มีหน้าที่ช่วยในการมองเห็น (Vission) ซ่อมแซมผิวของตา การมองเห็น และควบคุมการทำงานของเซลล์ที่เกี่ยวกับการเห็นภาพ โดยเฉพาะในที่แสงสลัวหรือที่มืด การเจริญเติบโตและความแข็งแรงของเยื่อบุตาขาวและกระจกดำ สำหรับคนที่มีปัญหาแพ้แสงตอนกลางวัน หรือคนที่ตาบอดสี พล่ามัวในตอนกลางคืน รวมถึงคนที่ใช้สายตาอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ควรทานวิตามินเอเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่มีวิตามินเอสูง หรืออาหารเสริมวิตามินเอเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของดวงตา และเตรียมรับมือกับแสงอันตรายต่างๆ ที่ต้องเจอในชีวิตประจำวัน

ขาดวิตามินเอ...เกิดผลเสียอย่างไร?

1 ขาดวิตามินเอก่อให้เกิดภาวะตาบอดกลางคืน หรือมีปัญหาการมองเห็นในที่มืด อาจเป็นโรคตาฟาง มองไม่ค่อยเห็นในเวลากลางคืน เนื่องจากการปรับสายตาในความมืดไม่ดี นอกจากนี้ยังทำให้รู้สึกเคืองตา นัยตาแห้ง ตาติดเชื้อ ตาแดง ตาอังเสบเป็นหนอง จนถึงขั้นตาบอดได้

ขาดวิตามินเอเซลล์ใต้ผิวหนังจะตาย และหลุดไปอุดรูขุมขนและถุงไขมัน ทำให้ไขมันออกมาที่ผิวหนังไม่ได้ ผิวก็จะเหี่ยวแห้ง ไม่เปล่งปลั่ง สดใส

3 ระบบทางเดินหายใจบกพร่องหากขาดวิตามินเอ  อาจเกิดการอักเสบในช่องจมูก ช่องปาก ต่อมน้ำลาย ทำให้เจ็บคอบ่อยๆ หูอักเสบ ซึ่งการอักเสบเหล่านี้จะเป็นๆ หายๆ เนื่องจากเยื่อบุอวัยวะเหล่านี้แห้งตายหรือสลายตัว

4 ขาดวิตามินเอระบบทางเดินอาหารบกพร่อง  เป็นเหตุทำให้ปาก คอ ลิ้น และเหงือกอักเสบ เป็นแผลที่กระเพาะอาหารและลำไส้ได้ง่าย เกิดการติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะได้ง่าย อาจเกิดท้องร่วง และเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดนิ่วในไตและกระเพาะปัสสาวะ

5 การเจริญเติบโตช้าลง  โดยจะพบว่ามีภาวะกระดูกหนา ใหญ่ และหมดสมรรถภาพเกิดการโค้งงอ ส่วนฟัน จะมีการลอกหลุดของเคลือบฟัน เหลือแต่เนื้อฟัน ทำให้ฟันผุได้ง่าย

6 เจ็บป่วยง่าย เนื่องจากระบบคุ้มกันโรคต่ำ ง่ายต่อการแพ้สิ่งต่างๆ ความรู้สึกรับรสและกลิ่นไม่ดี จนทำให้เบื่ออาหาร

ควรทานวิตามินเอมากแค่ไหน?

สำหรับคนปกติทั่วไป ควรทานวิตามินเอ 4,000 – 5,000 มิลลิกรัม ต่อวัน โดยไม่จำเป็นต้องทานจากอาหารเสริมประเภทแคปซูลที่มีขายตามร้านขายยาก็ได้ เพราะอาหารที่มีวิตามินเอสูงทั่วๆ ไปตามที่กล่าวมาแล้ว ก็เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายกันอยู่แล้ว แต่หากจะทานวิตามินเอในรูปแบบอาหารเสริม เพิ่มเติมบ้างนิดหน่อยก็ไม่ว่ากันค่ะ แต่ต้องไม่เกิน 15,000 มิลลิกรัมต่อวันนะค่ะ เพราะหากมากกว่านี้ ร่างกายไม่สามารถขับวิตามินตัวนี้ออกมาได้ตามธรรมชาติ อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้เหมือนกันค่ะ

ทานวิตามินเอมากไป...มีผลเสียมากกว่าผลดีนะ

อาการของคนที่ได้รับวิตามินเอมากจนเกินไป จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดศีรษะ มึนงง ตาลาย เบื่ออาหาร ขี้หงุดหงิด ขี้โมโห กระสับกระส่าย ผิวหนังแห้งกร้านมาก จนอาจลอกเป็นขุย และทำให้เกิดผมร่วง เล็บเปราะ ริมฝีปากแห้งแตก เหงือกอักเสบได้อีกด้วย ส่วนผลเสียต่ออวัยวะภายในร่างกาย ได้แก่ อาการม้ามโต ตับโต ปวดกระดูก หรือปวดตามข้อกระดูกต่างๆ เป็นต้น

เมื่อรู้ถึงประโยชน์ของวิตามินเอ วิตามินเอช่วยอะไร อาหารที่มีวิตามินเอสูงกันแล้ว...ก็อย่าลืมทานอาหาร ที่มีส่วนผสมของวิตามินเอให้เหมาะสมเพื่อที่เราจะได้มีสุขภาพ และผิวพรรณที่สวยงาม แต่ก็อย่าทานมากเกินไปจนก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย ไม่งั้น แทนที่จะมีผิวสวยสดใส สายตาคมชัด กลับต้องมีผิวแห้งกร้าน ลอกเป็นขุย หรือผมร่วงบางได้นะค่ะ...

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวกับประโยชน์ของวิตามิน