counter

"น้ำเต้าหู้" ดื่มมากไป...ให้โทษนะจะบอกให้!!

โทษของน้ำเต้าหู้

คนส่วนใหญ่ทราบกันดีว่า "น้ำเต้าหู้" นั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมหาศาล เราจึงเห็นน้ำเต้าหู้วางขายอยู่ทั่วไป...ไม่ว่าจะเป็นตามข้างทาง ร้านสะดวกซื้อ หรือในห้างสรรพสินค้า ซึ่งช่วยให้เราหาซื้อมาบริโภคได้ง่ายขึ้น บวกกับกระแสการรักษาสุขภาพด้วยจึงยิ่งทำให้น้ำเต้าหู้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ...แต่อะไรที่มากไป ใช่ว่าจะดีเสมอไป...แม้แต่น้ำเต้าหู้ก็ตาม เพราะโทษของน้ำเต้าหู้ก็มีเช่นกัน หากเราดื่มมากไป ส่วนจะเป็นโทษอย่างไร ไปหาคำตอบกันค่ะ

ประโยชน์ของน้ำเต้าหู้

ก่อนจะรู้โทษของน้ำเต้าหู้ เรามารู้ถึงประโยชน์ของน้ำเต้าหู้กันก่อน ดีไหมค่ะ

1 ในน้ำเต้าหู้มีสารอาหารหลากหลายที่ดีต่อสุขภาพเทียบเท่ากับนมวัว โดยเฉพาะโปรตีนในน้ำเต้าหู้ซึ่งมาจากพืชนั้นมีคุณภาพดี อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร อาทิ แคลเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี ซีลีเนียม วิตามินเอ วิตามินอี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 กรดอะมิโนกว่า 18 ชนิด และธาตุเหล็ก

2 มีไขมันไม่อิ่มตัวสูงถึง 63% ไขมันอิ่มตัว 15% ไขมันไม่อิ่มตัวชนิดเดี่ยว 24% มีกรดไลโนเลอิก (Linoleic) และกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายอยู่สูง ซึ่งจะส่งผลดีคือไม่ทำให้อ้วน แถมยังมีคอเลสเตอรอลต่ำจึงลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

3 สารอาหารต่างๆ ในน้ำเต้าหู้มีส่วนสำคัญที่จะช่วยลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคกระดูกพรุน ท้องไม่ผูก ลดอาการวัยทอง บำรุงสมอง เสริมภูมิต้านทาน ชะลอวัยทำให้ผิวพรรณสดใส และป้องกันหรือลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง

โทษของน้ำเต้าหู้...ที่ควรรู้

แต่เดี๋ยวก่อนนะ! อย่าเห็นว่าน้ำเต้าหู้มีประโยชน์เยอะซะนาดนี้ แล้วเราจะหันมาดื่มกันมากๆ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ปราศจากโรค เพราะหากเราดื่มน้ำเต้าหู้มากเกินไปก็กลับจะส่งผลเสียได้เช่นกัน 

มีผลการวิจัยหลายชิ้นในต่างประเทศที่บ่งบอกว่า โทษของน้ำเต้าหู้ก็มีและน่ากลัวเช่นกัน เพราะการดื่มน้ำเต้าหู้มากเกินไปอาจส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิงได้ เนื่องจากโปรตีนที่มีอยู่มากในถั่วเหลืองซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญของน้ำเต้าหู้นั้น ถ้าร่างกายได้รับมากเกินความจำเป็นก็สามารถทำให้เซลล์มะเร็งเติบโตอย่างรวดเร็ว รวมทั้งยังมีแนวโน้มจะไปรบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อที่อาจทำให้เป็นหมันได้ด้วย

การดื่มน้ำเต้าหู้มากเกินไปยังอาจส่งผลต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ จากการที่ถั่วเหลืองเข้าไปกั้นไอโอดีนที่จำเป็นต่อต่อมไทรอยด์ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการอารมณ์แปรปรวน ร่างกายอ่อนเพลีย และน้ำหนักลดลง นอกจากนี้โปรตีนในถั่วเหลืองอาจเกิดการจับตัวเป็นก้อนได้ ซึ่งจะทำให้การทำงานของเม็ดเลือดไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เป็นอีกหนึ่งโทษของน้ำเต้าหู้ที่ผู้ดื่มไม่ควรมองข้าม

อาจได้รับน้ำตาลที่มีอยู่ในน้ำเต้าหู้มากเกินระดับที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน เนื่องจากปัจจุบันจะเห็นว่าบรรดาน้ำเต้าหู้ที่มีขายอยู่ทั่วไปนั้น ผู้ผลิตมักใส่น้ำตาลลงไปผสมในปริมาณที่มากเพื่อช่วยดับกลิ่นเหม็นเขียวจากถั่วเหลือง ดังนั้นหากในแต่ละวันเราดื่มน้ำเต้าหู้มาก นั่นก็เท่ากับร่างกายของเราก็จะได้รับน้ำตาลมากขึ้นไปด้วย ซึ่งเป็นบ่อเกิดของโรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือโรคความดันโลหิตสูง โทษของน้ำเต้าหู้ข้อนี้สามารถแก้ได้หากเลือกดื่มแบบไม่ใส่น้ำตาล หรือใส่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ดื่มน้ำเต้าหู้ปริมาณเท่าไหร่....จึงจะไม่ก่อให้เกิดโทษ

ทั้งนี้ปริมาณของน้ำเต้าหู้ที่เราดื่มนั้นไม่ควรเกิน 30 กรัมต่อวัน (ประมาณ 1 แก้วต่อวัน) ซึ่งไม่ควรดื่มมากกว่านี้เพราะจะทำให้เกิดโทษต่อร่างกายแทน การดื่มในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากน้ำเต้าหู้อย่างเต็มที่ที่สุด

โทษของน้ำเต้าหู้ จากอันตรายของถั่วเหลือง

- แพทย์สมาคมเซลล์ฯ เปิดเผยงานวิจัยจากอเมริกาหลังจากทั่วโลกพบว่า “สารไกลโฟเสท” ที่ปริมาณสูงใน “ถั่วเหลืองจีเอ็มโอ” ก่อให้เกิดโรคถึง 22 โรค และยังมีการปนเปื้อนสารเคมีจากยาฆ่าแมลงสูง ประเทศไทยนำเข้า 5 ล้านตันต่อปี รัฐบาลจึงพยายามหาทางออกจากการปนเปื้อนสารพิษด่วน

- ห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ถูกสารแทรกซึม ด้วยสารพิษ นอกจากน้ำเต้าหู้แล้วผลิตภัณฑ์อีกมากที่ทำจากถั่วเหลืองจีเอ็มโอ ก็มีสารไกลโฟเสทตกค้างจริง เช่น ซีอิ๊วขาว และน้ำมันถั่วเหลือง

- โรคที่มาพร้อมกับถั่วเหลืองจีเอ็มโอ ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน อัมพาต อ้วน ไขมันในเลือดสูง อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน สมองเสื่อม หลอดเลือดในสมอง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ออทิซึ่ม ลำไส้แปรปรวน การติดเชื้อในลำไส้ อุจจาระร่วง และไตวาย

- สารไกลโฟเสทเป็นสารเพิ่มปัจจัยการเกิดมะเร็ง นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกได้ยื่นหนังสือไปยังรัฐบาลจีนที่เป็นแหล่งผลิตรายใหญ่ของโลก ให้ช่วยควบคุมสารไกลโฟเสทที่ตกค้างในถั่วเหลือง

- ไขมันในน้ำมันถั่วเหลือส่วนใหญ่เป็นโอไมก้า 6 ในขณะที่ร่างกายเราต้องการเพียงเล็กน้อย และมันไม่ได้ขาด เพราะในอาหารทั่วๆไป ก็เปี่ยมไปด้วยโอไมก้า 6 ซึ่งส่งผลต่ออัตราส่วนที่ดีของโอไมก้า 3

6 ความเชื่อเกี่ยวกับถั่วเหลือง

1. ถั่วเหลืองทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม

ได้แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวิทยาและเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ได้อธิบายไว้ในบทความบนเว็บไซต์ของสมาคมรังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแห่งประเทศไทยว่า ยังไม่มีผลวิจัยใดสรุปว่าทานถั่วเหลืองจะก่อให้เกิดมะเร็งแม้มีการศึกษาวิจัยพบว่า สารไฟโตเอสโตรเจน ที่อยู่ในถั่วเหลืองอาจเชื่อมโยงกับการเกิดมะเร็งเต้านมในวัยหมดประจำเดือน แต่ยังไม่มีการยืนยัน ดังนั้นวิธีป้องกันคือ ต้องทานในปริมาณที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการทานถั่วเหลืองเก่าเก็บ หรือมีการรักษาที่ไม่ดี ผลิตภัณฑ์เต้าเจี้ยว ก็เช่นกัน ควรหลีกเลี่ยงเพราะมีกรรมวิธีการผลิตที่ไม่สะอาดมีการปนเปื้อนของสารก่อมะเร็งอะฟลาทอกซิน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งต่างๆ โดยเฉพาะมะเร็งตับ

2. รับประทานถั่วเหลืองปริมาณมาก อาจเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

ความจริงแล้วถั่วเหลืองสามารถป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทศัลยศาสตร์เปิดเผยว่า สารเดดซีนและจีนิสทีน ที่อยู่ในถั่วเหลือง จะไปช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ดังนั้นผู้ชายทานถั่วเหลืองได้แน่นอน แต่ต้องทานให้พอเหมาะ

3. ผู้ป่วยมะเร็งไม่ควรทานถั่วเหลือง

สำหรับเรื่องนี้แพทย์หญิงพวงทอง ให้ข้อมูลว่า ผู้ป่วยมะเร็งชนิดต่างๆ ไม่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเอสโตรเจน สามารถรับประทานได้ตามปกติแต่ต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม

4. ผู้ชายทานถั่วเหลืองมากๆ เสี่ยงเป็นหมัน

แม้ว่าจะไม่มีการศึกษาแน่ชัด แต่ก็มีการวิจัยหนึ่งที่ทำการศึกษาพบว่า การรับประทานถั่วเหลืองมากเกินไปอาจจะเกิดความผิดปกติกับต่อมไร้ท่อของเพศชาย อันเนื่องมาจากฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงมีแนวโน้มว่าอาจเป็นหมันได้

5. ด็กๆ ไม่ควรทานนมถั่วเหลือง

สถาบันวิจัยแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า ยิ่งรับประทานถั่วเหลืองในช่วงเด็กมากเท่าไหร่ ยิ่งลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งชนิดต่างๆ ที่เกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนได้

6. ผู้ป่วยไทรอยด์ไม่ควรรับประทานถั่วเหลือง

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแบบองค์รวมเปิดเผยว่า ผู้ที่เป็นโรคไทรอยด์ หรือผู้บริโภคไอโอดีนไม่เพียงพอไม่ควรรับประทานถั่วเหลืองหรืออาการเสริมจากถั่วเหลือง เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับไอโซฟลาโวนอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ไทรอยด์ทำงานช้าลง

เห็นมั้ยล่ะว่า มีงานวิจัยกล่าวถึงถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ทั้งคุณและโทษมากมาย จนไม่รู้จะเชื่อใครดี แต่ทางที่ดีที่สุดคุณต้องใช้วิจารณญาณของตัวเองแล้วล่ะ ว่าจะเอาถั่วเหลืองเข้าปากหรือไม่ เพราะหมอที่ดีที่สุดก็คือตัวผู้ป่วยเองจ้า

รู้ทั้งประโยชน์และโทษของน้ำเต้าหู้กันแล้ว อย่าเพิ่งตกอกตกใจเลิกดื่มน้ำเต้าหู้นะค่ะ...ไม่งั้นเสียดายประโยชน์มากมายจากน้ำเต้าหู้แย่เลย...ทานได้ แต่ทานในปริมาณที่พอเหมาะ ก็พอแล้วค่ะ

ที่มา: http://health.kapook.com/view99531.html

http://www.dailynews.co.th/regional/394212

http://www.xn--12cg1cxchd0a2gzc1c5d5a.com

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวกับทานไม่ถูกต้องอาจให้โทษ