hit tracker 26 วิธีดับกลิ่นปาก…กำจัดกลิ่นปากยังไง ให้ลมหายใจหอมสดชื่น • สุขภาพดี

26 วิธีดับกลิ่นปาก...กำจัดกลิ่นปากยังไง ให้ลมหายใจหอมสดชื่น

วิธีดับกลิ่นปาก กลิ่นปากแรงทำไงดี

"กลิ่นปาก" จัดเป็นปัญหาที่สร้างความหนักใจให้ใครหลายคน เพราะมีผลกระทบกับผู้คนโดยรอบ อาจทำให้รู้สึกวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลาที่ต้องคุยกับใครจนสูญเสียความมั่นใจได้ ซึ่งส่งผลต่อบุคลิกภาพเป็นอย่างมาก ใครที่มีอยากรู้ว่าตัวเองมีกลิ่นปากหรือเปล่าหรือมีปัญหาเรื่องนี้แล้วอยากรู้แนวทางการกำจัดกลิ่นปาก วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกันค่ะ

รู้ได้อย่างไรว่ามีกลิ่นปาก?

กลิ่นปาก หรือกลิ่นเหม็นที่ออกมาพร้อมลมหายใจ เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งอาจจะเกิดจากในส่วนปาก ลำคอหรือจมูกก็ได้ ภาวะปากเหม็นนั้นมีหลายระดับแตกต่างกันไป บางคนอาจจะมีเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย บางคนอาจจะมีมากจนคนรอบตัวได้กลิ่น แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่มีกลิ่นปากมักไม่รู้ตัว ดังนั้นหากใครกำลังกังวลว่าตัวเองนั้นมีกลิ่นปากหรือเปล่า ลองเอามือมาอังจมูกและปากแล้วหายใจแรงๆ หรือจะให้แม่นยำสุดลองถามญาติหรือเพื่อนสนิทก็ได้ เพราะถ้าหากมีกลิ่นปากจะได้ไปพบทันตแพทย์เพื่อหาแนวทางรักษาที่เหมาะสม

วิธีทดสอบกลิ่นปาก

สาเหตุของกลิ่นปาก

1. ปัจจัยภายใน สาเหตุของกลิ่นปากส่วนใหญ่จุดเริ่มต้นมักมาจากปากของตัวเอง เช่น ไม่ดูแลสุขภาพปากและฟันให้ดี ทำให้เศษอาหารสะสมอยู่มาก แบคทีเรียจึงเจริญเติบโตได้ดี เกิดกลิ่นปากได้ง่าย ทั้งยังทำให้ฟันผุมากขึ้น มีหินปูนเกาะฟัน เหงือกอักเสบหรือร่นจนเป็นหนองตามรากฟัน หนองที่รากฟันนี้สามารถส่งกลิ่นเหม็นอย่างร้ายกาจได้ ส่วนความผิดปกติอื่นๆ ที่ทำให้ปากเหม็นมากๆ เช่น เป็นแผลในปาก นิ่วทอนซิล ฝ้าที่ลิ้น ซึ่งถ้าหาสาเหตุที่ชัดเจนได้ ก็สามารถรักษากลิ่นปากให้ดีขึ้นได้

2. ปัจจัยภายนอก มีหลายปัจจัยที่เอื้อให้เกิดภาวะปากเหม็น การสูบบุหรี่ การทานอาหารกลิ่นแรงๆ เช่น กระเทียม ปลาร้า กะปิ หรือการดื่มน้ำน้อยก็ทำให้มีกลิ่นปากได้ เพราะว่าปากจะแห้ง น้ำลายจะน้อยลงและข้นหนืด ทำให้ชะล้างเชื้อโรคและแบคทีเรียได้ไม่ดี ยกตัวอย่างเช่นในเวลากลางคืน หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมนอนหลับตอนกลางคืน ตื่นมาตอนเช้าแล้วปากจึงเหม็น นั่นก็เพราะว่าในขณะหลับ ร่างกายหลั่งน้ำลายเพียงน้อยนิด และการหมุนเวียนของน้ำลายในปากน้อยมาก จึงทำให้มีกลิ่นปากค่ะ นอกจากนี้การเจ็บป่วยก็ทำให้มีกลิ่นปากได้ เช่น มีการติดเชื้อในลำคอหรือโพรงจมูก โรคเบาหวาน ปอดติดเชื้อ กรดไหลย้อน ตับวาย ไตวาย รวมไปถึงโรคที่เกี่ยวกับกระเพราะและลำไส้ เป็นต้น

สารพัดวิธีดับกลิ่นปาก

1. รักษาความสะอาดช่องปาก เป็นหลักการที่สำคัญที่สุดของการกำจัดกลิ่นปาก ควรแปรงฟันทุกวันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งเช้าเย็นหรือแปรงฟันทุกครั้งหลังมื้ออาหาร การแปรงฟันก็ต้องแปรงให้ถูกวิธี เพราะว่าซอกฟันนั้นเศษอาหารสะสมได้ง่ายมาก ซึ่งเอื้อให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี หากไม่ค่อยแปรงฟันหรือแปรงไม่สะอาดมากพอ จะเกิดกลิ่นปากได้ง่ายมากๆ ค่ะ

2. แปรงสีฟัน เลือกแปรงสีฟันที่มีรูปทรงเหมาะสมกับขนาดของช่องปากและลักษณะฟันของคุณ แปรงที่มีขนแปรงเรียวยาวและอ่อนนุ่มจะช่วยทำความสะอาดฟันได้ดีกว่า ที่สำคัญคือต้องเปลี่ยนแปรงสีฟันทุกๆ 3 เดือนเพราะแปรงก็เป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียชั้นดีค่ะ

3. ใช้ไหมขัดฟัน การแปรงฟันด้วยแปรงสีฟันอย่างเดียวนั้นจริงๆแล้วไม่มากพอสำหรับทำความสะอาดค่ะ เพราะตามซอกฟันนั้นมีบางจุดที่ยากสำหรับแปรงสีฟันจะเข้าถึง จึงทำให้ทำความสะอาดได้ไม่ดีพอ หลายคนถึงแม้จะพยายามแปรงฟันอย่างดีแล้ว แต่บริเวณด้านข้างที่ฟันชนกันนั้นก็ยังผุอยู่ดี ดังนั้นไหมขัดฟันถือเป็นตัวช่วยที่ดีค่ะ แนะนำให้ใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้งหลังแปรงฟันแล้ว หรือใช้ทุกครั้งหลังแปรงก็ได้ค่ะ โดยขัดไปตามซอกฟันให้ครบทุกซี่ จะช่วยกำจัดเศษอาหารที่ตกค้างหลงเหลืออยู่ได้ดีมากๆ

4. แปรงลิ้น เหงือกและกระพุ้งแก้ม แบคทีเรียในช่องมากบางส่วนไม่ได้มีอยู่ค่ะที่ฟันเท่านั้น ยังมีตามลิ้น กระพุ้งแก้มรวมไปถึงเพดานด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งลิ้นนั้นมีลักษณะเป็นตุ่มซอกเล็กๆ เหมาะแก่การเจริญเติบโตของแบคทีเรีย จากการศึกษาวิจัยพบว่าแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นปากนั้นมาจากบริเวณโคนลิ้นมากกว่าที่ฟันเสียอีก ดังนั้นทุกครั้งที่แปรงฟันต้องแปรงลิ้นด้วย โดยใช้แปรงขูดลึกๆ ที่โคนลิ้นออกมาด้านหน้า ทำซ้ำ 3-4 ครั้ง ช่วยลดกลิ่นปากได้มากเลยค่ะ อย่างไรก็ตามอย่าลืมแปรงเพดาน เหงือกและกระพุ้งแก้มเพื่อทำความสะอาดอย่างทั่วถึง จะได้มีลมหายใจที่สดชื่นค่ะ

แปรงโคนลิ้นเพื่อดับกลิ่นปาก

5. ใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ ช่วยลดการเกิดกลิ่นปากทางในทางอ้อมค่ะ เพราะช่วยให้ฟันแข็งแรง ป้องกันฟันผุ ซึ่งฟันผุก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดกลิ่นปากนั่นเอง

6. ขูดหินปูน  หินปูนเกิดจากการตกตะกอนของแร่ธาตุในน้ำลายรวมไปถึงการสะสมของคราบแบคทีเรียเหนียว ๆ เป็นเวลานานจนกลายสภาพเป็นหินปูน หากปล่อยไว้นานๆ หินปูนจะทำให้เหงือกอักเสบ กระดูกบริเวณรากฟันจะละลาย ทำให้ฟันโยก เหงือกร่นและที่ขาดไม่ได้คือ อาจจะทำให้มีกลิ่นปากอย่างรุนแรงตามมาได้ ดังนั้นไปขูดหินปูนอย่างน้อยทุกๆ 6 เดือนค่ะ อย่ากังวลว่าขูดแล้วเหงือกจะร่นเพราะเหงือกนั้นสามารถกลับมาเกาะฟันได้ ไม่เจ็บด้วย อาจจะแค่เสียวฟันเล็กน้อย แต่เพื่อแลกกับสุขภาพฟันที่ดีนั้นคุ้มค่าแน่นอน

7. รักษาฟันผุ สำรวจช่องปากตัวเองดุว่ามีฟันซี่ไหนผุบ้างหรือเปล่า เพราะว่าฟันผุจะมีลักษณะเป็นโพรงหรือรู ซึ่งเศษอาหารจะเอาไปติดได้ง่ายแถมทำความสะอาดได้ยากมาก เป็นบ่อเกิดของกลิ่นปากอย่างดีเลยทีเดียว ดังนั้นหากใครฟันผุเล็กน้อยต้องไปอุดเพื่อไม่ให้ผุลุกลามมากยิ่งขึ้น เพราะถ้าหากผุไปจนถึงโพรงประสาทฟันจะปวดมาก ต้องรักษารากฟัน สำหรับบางคนฟันผุมากเกินเยียวยา ไม่สามารถรักษาให้เหมือนเดิมได้ก็ต้องถอนฟันแล้วใส่ฟันปลอมแทนค่ะ

8. น้ำยาบ้วนปาก เป็นไอเทมที่เหมาะสำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉินหรืออยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถแปรงฟันได้สะดวก เพราะน้ำยาบ้วนปากนั้นช่วยบรรเทากลิ่นปากได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ อีกทั้งถ้าใช้บ่อยๆจะไปทำลายสมดุลของช่องปาก ทำให้เชื้อโรคและแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

9. น้ำเกลือ น้ำเกลือช่วยลดกลิ่นปากได้ค่ะ เพียงนำเกลือมาผสมน้ำอุ่นๆ กลั้วปากนาน 3-5 หลังทานอาหารทุกครั้ง และถ้าหากใครไม่อยากมีกลิ่นปากที่รุนแรงมากเกินไปในตอนเช้า ผสมน้ำเกลือให้เข้มข้นพอสมควร นำมากลั้วปากก่อนนอน น้ำเกลือเข้มข้นจะช่วยยับยั้งแบคทีเรียในขณะนอนหลับได้เป็นอย่างดี

10. เกลือ เกลือเป็นเสมือนยาสีฟันอย่างหนึ่งที่คนใช้มาแต่โบราณ ลองนำเกลือป่นที่สะตุแล้วมาผสมยาสีฟันหรือใช้เกลืออย่างเดียวมาแปรงฟัน เกลือจะช่วยลดการเกิดกลิ่นปากได้เป็นอย่างดี

11. น้ำเปล่า หากประสบปัญหากลิ่นปากแบบเร่งด่วน สามารถบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าได้ อาจจะไม่ได้ช่วยได้ทั้งหมดแต่ก็พอบรรเทาได้บ้าง หรือจะบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าทุกครั้งหลังทานอาหารก็ช่วยกำจัดเศษอาหารได้บ้างพอสมควรค่ะ

12. สเปรย์ดับกลิ่น เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับใช้ชั่วคราว เพราะว่าช่วยดับกลิ่นชั่วคราวแต่ไม่ได้กำจัดต้นตอของกลิ่น เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแต่ก็ได้รับความนิยมมากพอสมควรค่ะ

สเปรย์ดับกลิ่นปาก

13. ลูกอม/หมากฝรั่งดับกลิ่นปาก เป็นวิธียอดนิยมในยามคับขันเช่นเดียวกับสเปรย์ดับกลิ่นปาก แต่ว่าหากใครจะใช้วิธีนี้ในการดับกลิ่นปากควรเลือกลูกอมหรือหมากฝรั่งชนิดที่ไม่มีน้ำตาล ไม่อย่างนั้นฟันจะผุได้

14. รักษาทอนซิลสโตน ทอนซิลสโตนหรือก้อนนิ่วที่ต่อมทอนซิล มีลักษณะเป็นก้อนสีเหลือง มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ และมีกลิ่นเหม็นรุนแรงมาก บางคนไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำว่ามีก้อนนิ่วนี้อยู่ จึงทำให้มีกลิ่นปากทั้งๆ ที่พยายามดูแลรักษาความสะอาดอย่างดีแล้วก็ตาม สำหรับการรักษาเบื้องต้นคือกำจัดก้อนนิ่วออกไป แต่ว่าก็สามารถกลับมาเป็นใหม่ได้ หากใครไม่อยากมาพะวงกับกลิ่นจากทอนซิลสโตนนี้ สามารถรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดค่ะ ปัจจุบันนี้ไม่จำเป้นต้องผ่าต่อมทอนซิลออกไปทั้งหมดเหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะสามารถผ่าตัดด้วยเลเซอร์ได้ เจ็บน้อย ฟื้นตัวได้เร็ว และเป็นการกำจัดทอนซิลสโตนอย่างถาวรค่ะ

15. หมั่นไปพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจเช็คสุขภาพฟันอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาสุขภาพปากและฟัน อีกทั้งถ้าฟันเริ่มผุหรือมีปัญหาอื่นใดจะได้รักษาได้ทันท่วงทีค่ะ

16. รักษาแผลในช่องปาก แผลในช่องปากมักติดเชื้อเป็นหนองได้ง่าย ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ ดังนั้นพยายามดูแลแผลให้หายไวที่สุด ถ้ายังอ้าปากได้ต้องแปรงฟันอยู่เสมอ ส่วนบริเวณแผลควรแปรงด้วยความระมัดระวัง แต่ถ้าอ้าปากไม่ได้ก็บ้วนปากด้วยน้ำเกลือแทน หากกลิ่นปากนั้นเกิดจากแผลจริง เมื่อแผลหายกลิ่นปากจะดีขึ้นเอง

17. งดสูบบุหรี่ บุหรี่เป็นตัวการสำคัญสำคัญที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก นอกจากนี้ยังทำลายฟัน ทำให้ฟันเหลืองและผุได้ง่าย เหงือกและริมฝีปากมีสีดำคล้ำ สุขภาพช่องปากเสียไปและยังทำให้เสียบุคลิกภาพในขณะยิ้มด้วย ดังนั้นงดสูบบุหรี่กันเถอะ นอกจากจะดีต่อปากและฟันแล้วยังดีตอสุขภาพร่างกายอีกด้วย

18. ดื่มน้ำให้เพียงพอ เมื่อดื่มน้ำมากเพียงพอจะทำให้มีการผลิตน้ำลายมากขึ้น ทำให้ช่องปากและริมฝีปากชุ่มชื่น ช่วยชะล้างแบคทีเรียให้ปากให้น้อยลง

19. กลั้วปากด้วยน้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะพร้าวช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีอันเป็นสาเหตุของกลิ่นปากได้ เพียงนำน้ำมันมะพร้าวมากลั้วปากให้ทั่วประมาณ 5 นาทีแล้วบ้วนออก

20. ดับกลิ่นปากด้วยสมุนไพรธรรมชาติ มีสมุนไพรธรรมชาติหลายชนิดที่อุดมไปด้วยน้ำมันหอมระเหย ช่วยลดกลิ่นปาก ทำให้ลมหายใจหอมสดชื่นขึ้นได้เช่น การเคี้ยวใบมินต์หรือใบฝรั่งสด การกลั้วปากด้วยชาเขียวชงอุ่นๆ การนำขิงไปต้มผสมมะนาวแล้วกลั้วคอ การนำดอกกานพลูมาอม เป็นต้น

21. การจัดฟัน สำหรับผู้ที่จัดฟันยิ่งต้องดูแลสุขภาพปากและฟันให้มากขึ้นเป็นพิเศษ ด้วยเหล็กที่ติดฟันอยู่นั้นทำให้เศษอาหารติดได้ง่ายมาก แถมทำความสะอาดก็ยาก โดยเฉพาะพวกอาหารเหนียวๆ หนึบๆ นี่ยิ่งแล้วใหญ่ ดังนั้นใครที่ดัดฟันพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ติดฟันได้ง่าย งดทานอาหารจุบจิบ ปรงฟันหลังทานอาหารทุกครั้งด้วยแปรงและยาสีฟันที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่จัดฟันโดยเฉพาะ

22. รับประทานผักผลไม้สด มีส่วยช่วยลดกลิ่นปากได้ เนื่องจากไฟเบอร์ วิตามินและสารอาหารต่างๆ จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้น้ำลายช่วยจัดการแบคทีเรียได้ปากได้ดี อีกทั้งผลไม้ที่สดจะมีความกรอบช่วยขัดฟัน ขจัดคราบสกปรกต่างๆ ที่ติดฟันได้เป็นอย่างดี

23. เปลือกผลไม้ตระกูลส้ม เปลือกผลไม้สดๆ จากพืชตระกูลนี้เช่น เลมอน มะนาว ส้ม จะมีกรดที่เรียกว่า กรดซิตริก ที่มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียได้ แนะนำว่าให้นำเปลือกแบบสดไปคั้นน้ำออกก่อน แล้วนำมาเคี้ยวสักครู่ ช่วยให้ลมหายใจสดชื่นขึ้นได้ แต่หลังเคี้ยวเสร็จอย่าลืมบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าอีกรอบนะคะ เพราะกรดนี้หากทิ้งไว้นานๆ สามารถกัดกร่อนเคลือบฟันได้

24. ฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา หากขับถ่ายไม่สะดวกจนต้องท้องผูกบ่อยๆ สารพิษจะตกค้างสะสมอยู่ในร่างกาย ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นในลำไส้ซึ่งอาจไหลย้อนกลับขึ้นมาสู่กระเพาะอาหาร จนทำให้เกิดกลิ่นปากเหม็นๆ ได้ ดังนั้นพยายามฝึกวินัยในการขับถ่ายให้ตัวเอง เวลาที่เหมาะสมสำหรับทำกิจธุระนี้คือช่วงเวลาประมาณเช้าตรู่ เพราะเป็นเวลาการทำงานของลำไส้ใหญ่หากใครมีปัญหาท้องผูกแนะนำให้ทานอาหารที่มีไฟเบอร์เยอะๆแล้วดื่มน้ำให้มากๆ จะช่วยให้อุจจาระอ่อนนุ่มลง ขับถ่ายง่ายขึ้น

25. ห้ามขาดธาตุสังกะสี เพราะสังกะสีมีส่วนช่วยต่อต้านเชื้อโรคและแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย ควรรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุสังกะสีเช่น ตับ เครื่องในสัตว์ โกโก้ ฟักทอง จะช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันดีขึ้น มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับเชื้อโรค อีกทั้งยังช่วยให้กระดูกแข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดี

26. ลดการทานอาหารกลิ่นแรง สำหรับบางคนกลิ่นปากก็มีสาเหตุง่ายๆจากอาหารที่ทานเข้าไปกันนี่ล่ะ ไม่ว่าจะกระเทียม ผักชี อาหารหมักดองอย่างพวกปูดอง ปลาร้า กะปิ เป็นต้น ล้วนทำให้เกิดกลิ่นปากได้ทั้งสิ้น หากหลีกเลี่ยงก็ควรหลีกเลี่ยง แต่แหมม มีแต่ของอร่อยทั้งนั้นหากอดใจไม่ไป ทานไปเสียแล้ว อย่าลืมแปรงฟันบ้วนปากให้สะอาดหลังทานด้วยนะคะ

สรุปได้ว่าใครที่กำลังประสบกับปัญหากลิ่นปากอยู่ ต้องหาสาเหตุให้พบก่อนว่าเกิดจากสาเหตุใด เพราะจะได้รักษาได้ตรงจุด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา ดังนั้นหมั่นดูแลรักษาสุขภาพช่องปากให้ดี แปรงฟันให้สะอาด ไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้าฟันผุ มีหินปูนหรือมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นกับฟันของคุณ จะได้แก้ไขก่อนที่ปัญหาจะบานปลายกลายเป็นกลิ่นปากในที่สุด

loading...