free web tracker, fire_lady “นอนกรน” อาการที่ใครหลายๆ คนไม่สนใจรักษา • สุขภาพดี

นอนกรน” อาการที่ใครหลายๆ คนไม่สนใจรักษา

นอนกรน สาเหตุ อาการ

หลายครั้งเมื่อคุณนอนหลับ คุณเคยต้องเบื่อกับ "การนอนกรน" ของคนใกล้ชิดบ้างหรือไม่ แน่นอนว่าต้องมีบ้างโดยเฉพาะการกรนของคุณผู้ชายที่ทำเอาสาวๆ นอนไม่หลับกันเลยทีเดียว...แต่อาการกรนนั้นไม่เพียงแต่เกิดขึ้นกับคุณผู้ชายเท่านั้น เพราะผู้หญิงบางคนก็สามารถนอนกรนได้เหมือนกัน ดังนั้นวันนี้เราจึงนำเรื่องราวของสาเหตุและอาการนอนกรน พร้อมวิธีแก้มาให้ผู้อ่านได้รู้เท่าทัน จะได้ไม่ต้องเบื่อหรือรำคาญกับอาการนอนกรนอีกต่อไป

อาการนอนกรนเกิดจากอะไรเหรอ?

หลายคนเคยสงสัยว่าคนเรานอนหลับแต่กลับมีเสียงออกมาจากปากจากคอ หรือที่เราเรียกกันว่า “กรน” โดยไม่รู้ตัวได้ด้วยหรือ คำตอบคือได้ เพราะอาการนอนกรนนี้จะเกิดในขณะหลับเท่านั้น ซึ่งเกิดจากกล้ามเนื้อคอเกิดการหย่อนตัว ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง เมื่อทางเดินหายใจแคบลงทำให้อากาศที่เคลื่อนผ่านไปทำให้เกิดการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อคอ จึงเกิดเป็นเสียงกรนขึ้นนั่นเอง นอกจากสาเหตุนี้แล้วยังมีสาเหตุอื่นๆ อีก เช่น อาการต่อมทอนซิลโต ผู้ที่มีเนื้อเยื่อผนังคอมาก (พบในคนอ้วนมากๆ) ผู้ที่มีอาการลิ้นโต และผู้ที่มีเนื้องอกในระบบทางเดินหายใจส่วนบน อาการเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการนอนกรนทั้งสิ้น

นอนกรนอันตรายไหม?

ในขณะที่เรานอนหลับแล้วเกิดอาการนอนกรนนั้น ไม่ใช่แค่อาการนี้เท่านั้นที่เกิดขึ้นแต่ยังพบอีกว่า เราเกิด “ภาวะหยุดหายใจ” ร่วมด้วย เพราะเมื่อกล้ามเนื้อคอหย่อนตัวลงไปปิดกั้นระบบทางเดินหายใจจะทำให้ร่างกายของเราพยายามที่จะหายใจเข้าให้มากขึ้น เพื่อหวังจะให้อากาศเคลื่อนที่ได้สะดวก แต่เปล่าเลยกลับยิ่งทำให้ทางเดินหายใจนั้นปิดสนิท และอากาศก็จะไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านไปได้ ร่างกายจึงไม่สามารถนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้ ผลที่ตามมา คือ สมองขาดออกซิเจน ทำให้ต้องตื่นขึ้นด้วยอาการหายใจแรง  หรือไอแรงๆ

นอกจากนี้ตลอดเวลาที่เรานอนกรนนั้นจะมีภาวะหยุดหายใจขึ้นหลายครั้งมาก มีผลทำให้นอนหลับไม่เพียงพอ สมองได้รับออกซิเจนไม่เต็มที่ ร่างกายอ่อนเพลียไม่สดชื่น หงุดหงิดง่าย นอกจากนี้หากปล่อยไปนานๆ โดยไม่ได้รักษาอาจนำมาซึ่งโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดในสมอง โรคหัวใจ และโรคซึมเศร้า ดังนั้นอาการนอนกรนก็อันตรายอยู่ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน ใครที่นอนกรนอยู่อย่าปล่อยไว้ให้สายเกินแก้

รักษาด้วยตนเองก่อนได้ไหม ไม่อยากไปพบหมอ?

หลายคนที่กำลังประสบปัญหาอาการนอนกรนคงชักเริ่มกังวลเกี่ยวกับผลที่จะตามมาของอาการนี้ แต่อย่างไรก็ยังไม่อยากไปหาหมอ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม วันนี้สุขภาพดี...เราจึงมีวิธีการแก้อาการนอนกรนมาบอก เผื่อใครที่ต้องการลองแก้ปัญหาด้วยตนเองก่อน  ซึ่งมีวิธีง่ายๆ ดังนี้

1. หมอนแก้นอนกรน หมอนที่เราใช้หนุนศีรษะของเราเองนี่แหละก็สามารถแก้ปัญหานอนกรนได้ หากเรารู้จักใช้ให้ถูกต้อง ไม่ใช่วางหมอนแล้วนอนหนุน ส่วนมันจะอยู่ในท่าไหนทิศทางไหนก็เรื่องของมัน แบบนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะการที่จะใช้หมอนแก้นอนกรนนั้น ให้เลือกหมอนที่มีความแข็งสักเล็กน้อย อย่าให้แข็งไปเพราะจะทำให้ปวดคอ การนำหมอนมาหนุนนั้นสำคัญมาก ให้วางหมอนหนุนศีรษะให้สูงขึ้นกว่าปกติสักเล็กน้อย อย่าให้สูงเกินไปเพราะจะทำให้ปวดต้นคอได้ เพราะฉะนั้นการให้หมอนที่แข็งกว่าปกติสักเล็กน้อยและการหนุนศีรษะให้สูงกว่าปกติก็จะสามารถช่วยแก้อาการนอนกรนได้

2. เปลี่ยนท่านอน นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ใช้ได้ผลเหมือนกันสำหรับการแก้ปัญหาอาการนอนกรน หากเราเป็นคนช่างสังเกตแล้วลองสังเกตคนที่นอนกรน จะพบว่าคนที่นอนกรนมักนอนอยู่ในท่านอนหงายเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการให้คนที่นอนกรนเปลี่ยนท่านอนมาเป็นนอนตะแคงซ้าย ตะแคงขวา ก็จะสามารถช่วยแก้อาการกรนได้ดีทีเดียว เนื่องจากเป็นการช่วยลดความดันในช่องทางเดินอากาศภายในลำคอได้ แต่ปัญหาอีกอย่างคือ คนที่กรนนอนหลับอยู่ไม่รู้สึกตัวเลยไม่ได้เปลี่ยนท่านอน คนที่นอนอยู่ข้างๆ จะรอให้เปลี่ยนท่านอนเองก็ช่างนานเสียเหลือเกิน แนะนำว่าให้ค่อยๆ จับคนที่นอนกรนพลิกตัวไปอยู่ในท่านอนตะแคงก็สามารถทำได้ วิธีการนี้อาจจะต้องได้ความร่วมมือจากคนใกล้ชิดด้วย

3. รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย การรับประทานอาหารใครจะรู้ว่าสามารถแก้อาการนอนกรนได้จริงๆ แล้วสามารถแก้ได้แต่ต้องรับประทานให้ถูกวิธี คือ ให้รับประทานอาหารที่ย่อยง่ายในช่วงเย็น หรือก่อนจะเข้านอน 3 ชั่วโมง แล้วไม่ควรรับประทานอาหารอะไรอีกเลย เนื่องจากว่าหากมีอาหารตกค้างอยู่ภายในกระเพาะมากเกินไปจะส่งผลให้กะบังลมเกิดการกดทับ มีผลทำให้การเคลื่อนที่ของอากาศในร่างกายติดขัด ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ในช่วงเย็นให้รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย ไม่รับประทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ หรืออาหารที่มีไขมันสูงๆ และงดรับประทานอาหารในช่วงดึกเด็ดขาด

4. ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หลายคนอาจสงสัยว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เหล่านี้มีผลอะไรกับการนอนกรน คำตอบคือมีผลจริงๆ อย่าลืมว่าเมื่อเราดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้เมื่อไรปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเราจะรู้สึกผ่อนคลายทั้งกายและใจเสียเกิน แน่นอนว่าเมื่อเรารู้สึกผ่อนคลายก็หมายความว่ากล้ามเนื้อของเราเกิดการผ่อนคลายด้วย แล้วอย่างนี้กล้ามเนื้อคอของเราจะเหลืออะไรก็ผ่อนคลายไปด้วย ลงมาปิดกั้นทางเดินหายใจ ทีนี้ก็เกิดอาการกรนตามมานั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้อย่าดื่มเลยจะดีกว่า

5. งดใช้ยาบางประเภท ยาบางประเภทมีผลต่อการกรน เช่น ยาแก้แพ้ต่างๆ ยานอนหลับ ยาเหล่านี้มีผลทำให้เกิดอาการกรน เพราะยาเหล่านี้ทำให้เราหายใจได้ช้าลงและสั้นขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นถ้าเป็นไปได้หากไม่จำเป็นต้องใช้ยาเหล่านี้ก็ควรงดไปเสีย แต่ถ้ามีอาการกรนอยู่แล้ว แล้วยังมีความจำเป็นจะต้องใช้ยาเหล่านี้ก็ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้เกิดผลดีที่สุดต่อร่างกายของคุณ

6. ลดความอ้วน ความอ้วนเกี่ยวด้วยหรือกันการนอนกรนบอกเลยว่าเกี่ยว โดยเฉพาะผู้ชายที่อยู่ในภาวะโรคอ้วนจะมีโอกาสสูงมากที่จะนอนกรน เพราะไขมันที่สะสมอยู่ที่บริเวณลำคอจะมีผลทำให้การหายใจติดขัดไม่สะดวก และนำมาซึ่งภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้มากกว่า ดังนั้นการลดความอ้วนและออกกำลังกายเพื่อสลายไขมันก็จะสามารถลดปัญหาการนอนกรนได้

6 วิธีการแก้ปัญหาการนอนกรนเหล่านี้เป็นวิธีง่ายๆ ที่สามารถทำเองได้ในเบื้องต้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอในการดูแลตนเอง และระดับของอาการกรนว่ารุนแรงมากน้อยเพียงใด

ถ้าไปหาหมอ หมอจะรักษาอย่างไร?

จากการที่แนะนำวิธีการรักษาด้วยตนเองในเบื้องต้นไปแล้วนั้น หากอาการไม่ดีขึ้น แสดงว่าอาการกรนอยู่ในระดับที่ค่อนข้างรุนแรงแล้ว สิ่งที่ควรทำมากที่สุดคือ การไปพบแพทย์เพื่อหาทางรักษาที่ถูกวิธีและได้ผลดีที่สุด ซึ่งโดยส่วนใหญ่แพทย์ก็จะให้การรักษาหลักๆ ด้วย 4 วิธีดังต่อไปนี้คือ

1. การใส่ฟันยาง การที่แพทย์จะรักษาผู้ป่วยที่มีอาการกรนด้วยการใส่ฟันยางนั้น ผู้ป่วยจะต้องมีอาการกรนอยู่ในระดับน้อยถึงปานกลางเท่านั้น โดยฟันยางจะช่วยเปิดทางเดินหายใจส่วนต้นให้กว้างมากขึ้น ทำให้หายใจได้สะดวก จึงสามารถลดอาการนอนกรนได้

2. การใช้ยาแก้นอนกรน การรับประทานยาแก้อาการกรนเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะยานี้จะช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจกว้างขึ้นและหายใจได้สะดวกขึ้น แต่การรับประทานยานี้ผู้ป่วยที่ซื้อมารับประทานเองนั้นอาจเกิดอันตรายได้ ทางที่ดีการรับประทานควรปรึกษาแพทย์ หรืออยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด

3. การใช้เครื่องเป่าทางเดินหายใจ วิธีการรักษาด้วยวิธีการนี้นับเป็นวิธีหนึ่งที่นิยมรักษากันในผู้ป่วยที่มีอาการกรน การใช้เครื่องเป่าทางเดินหายใจ หรือที่เรียกกันว่า “เครื่อง cpap mask” เป็นวิธีการรักษาอาการกรนที่ได้รับความนิยมและได้ผลดีที่สุด โดยเครื่องนี้จะทำการขยายทางเดินหายใจไม่ให้เกิดการตีบตันในขณะที่นอนหลับ ทำให้ไม่เกิดอาการกรนในขณะนอนหลับ จึงนับว่าวิธีการใช้เครื่องเป่าทางเดินหายใจเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาอาการนอนกรนได้อย่างดี

4. การผ่าตัด วิธีการนี้นับว่าเป็นวิธีที่ค่อนข้างน่ากลัวไปสักหน่อย แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการกรนรุนแรงมาก การแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ก็นับว่าได้ผลไม่น้อย แต่ไม่ใช่ว่าผู้ป่วยจะตัดสินใจผ่าตัดได้ด้วยตนเอง เพราะจะต้องขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนว่าจำเป็นจะต้องมีการผ่าตัดหรือไม่ หรือสามารถรักษาด้วยวิธีการอื่นไปก่อนได้ ทั้งนี้ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการผ่าตัดในแต่ละบุคคลก็จะได้รับการผ่าตัดอวัยวะบริเวณลำคอไม่เหมือนกันอีกด้วย ทั้งหมดทั้งสิ้นขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

การรักษาอาการกรนนับว่ามีความสำคัญไม่น้อย อย่าคิดว่าเรื่องการนอนกรนเป็นเรื่องเล็กน้อยจนละเลยไม่สนใจที่จะรักษา เพราะผลที่ตามมาจากการนอนกรนนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแน่นอน ดังนั้นผู้ที่มีอาการกรนในระดับเล็กน้อยก็สามารถรักษาตัวเองได้ในเบื้องต้น แต่สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรงควรไปพบแพทย์เพื่อรักษาอย่างถูกวิธี และไม่เกิดอันตรายต่อร่างกายอีกต่อไป

แล้วไปรักษาได้ที่ไหนบ้าง?

การรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางสามารถรักษาได้ 3 รูปแบบ คือ การรักษาในโรงพยาบาลของรัฐ การรักษาในโรงพยาบาลเอกชน และการตรวจการนอนหลับที่บ้าน

1. การรักษาในโรงพยาบาลของรัฐ สามารถใช้สิทธิ์เบิกข้าราชการได้ ราคาจะถูกกว่าโรงพยาบาลเอกชน แต่ข้อเสียคืออาจจะต้องรอคิวค่อนข้างนานเลยทีเดียว ได้แก่

  • โรงพยาบาลรามาธิบดี  ศูนย์โรคการนอนหลับโรงพยาบาลรามาธิบดี ชั้น 7 ward 1 อาคารศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์
  • โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มี 2 ส่วน คือ ศูนย์นิทราเวช ชั้น 5 อาคารผู้ป่วยในพิเศษ 14 และคลินิกนอนกรน แผนกหูคอจมูก ตึกผู้ป่วยนอก

2. การรักษาในโรงพยาบาลเอกชน ไม่สามารถใช้สิทธิ์เบิกข้าราชการได้ ราคาค่อนข้างแพงกว่าโรงพยาบาลของรัฐ แต่ได้รับบริการที่ค่อนข้างรวดเร็ว ได้แก่

  • PHC CLINIC แถวๆ ถนนพระราม 9
  • โรงพยาบาลกรุงเทพ ตรงซอยศูนย์วิจัย
  • โรงพยาบาลสิริราชปิยมหาราชการุณย์
  • โรงพาบาลตา หู คอ จมูก แผนกหูคอจมูก
  • โรงพยาบาลเทพธารินทร์ คลินิกการนอนหลับ

3. การตรวจการนอนหลับที่บ้าน (Home Sleep Test) สถานที่การรักษานี้ คือบ้านของผู้ป่วยเอง โดยการใช้เครื่องตรวจวัดแบบมาตรฐาน (Full Polysomnography) ที่สามารถบันทึกสัญญาณคลื่นสมองในขณะหลับได้ เป็นเครื่องที่มีขนาดเล็ก พกพาได้สะดวก และผู้ป่วยสามารถนอนหลับอยู่ที่บ้านได้ ทำให้ผู้ป่วยนอนหลับได้ดีกว่า เนื่องจากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย จึงทำให้ผลการตรวจที่ได้มีความใกล้เคียงกับการนอนปกติในทุกๆ วัน โดยผลที่ถูกบันทึกในเครื่องตรวจวัดจะถูกวิเคราะห์โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับโดยเฉพาะ และทำการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป ที่สำคัญการรักษาแบบนี้มีราคาถูกกว่าการตรวจรักษาในโรงพยาบาลอีกด้วย

สมุนไพรอะไรพอจะบรรเทาได้บ้าง?

การใช้สมุนไพรในครัวเรือนก็สามารถบรรเทาอาการนอนกรนได้ ดังนั้นวันนี้เราจึงมีสมุนไพรใกล้ตัวที่สามารถนำมาบรรเทาอาการนอนกรนในเบื้องต้นได้ ลองรับประทานกันดูเผื่อจะหายได้โดยไม่ต้องพึ่งหมอ

1. หอมแดง การรับประทานอาหารหอมแดงนั้นจะต้องรับประทานเฉพาะหัวที่แก่จัดเท่านั้น และต้องรับประทานสดๆ ไม่ต้องผ่านการปรุง กลิ่นฉุนของหอมแดงจะช่วยให้ชุ่มคอ ระบบหายใจดีขึ้น แก้อาการหวัด และลดไขมันอุดตันในหลอดเลือดได้ ดังนั้นการรับประทานหอมแดงสดๆ จะช่วยแก้อาการนอนกรนได้ แต่ควรรับประทานติดต่อกันอย่างน้อยเป็นเวลา 2 เดือน จึงจะได้ผลดี

2. พริกขี้หนู สารแคปไซซินในพริกจะมีคุณสมบัติสำคัญในการช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อหลอดลม แน่นอนว่าจึงสามารถช่วยแก้อาการนอนกรนได้ดี นอกจากนี้ความเผ็ดของพริกจะช่วยให้ระบบทางเดินหายใจดีขึ้น และชุ่มคอ ดังนั้นการรับประทานพริกจึงแก้อาการนอนกรนและโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจได้

3. ขิง วิธีการรับประทานขิงเพื่อแก้อาการนอนกรนนั้น ให้นำเหง้าขิงแก่สดๆ ขนาดเท่าหัวแม่มือ ทุบพอแตกแล้วเอาไปต้ม จากนั้นนำน้ำขิงมาดื่ม จะช่วยให้สดชื่นและทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานได้สะดวกขึ้น จึงแก้อาการนอนกรนได้

4. ใบแมงลัก การรับประทานใบแมงลักสามารถช่วยให้ระบบหายใจทำงานได้ดีขึ้น จึงลดอาการกรนได้ แต่วิธีการรับประทานใบแมงลักนั้นควรรับประทานแบบสดๆ จะได้ผลดีมากกว่า

วันนี้ใครก็ตามที่มีอาการนอนกรนมากวนใจ เมื่อทราบถึงสาเหตุของอาการนอนกรน พร้อมวิธีรักษาอาการนอนกรนด้วยตนเอง รวมถึงสมุนไพรแก้อาการนอนกรนกันไปแล้ว ก็อย่าปล่อยไว้ให้สายเกินแก้ จนเกิดอันตรายกับร่างกายของตนเอง รีบทำการรักษาให้ถูกวิธี หรือพบแพทย์เพื่อรับการรักษา เพียงเท่านี้อาการนอนกรนก็จะไม่มากวนใจอีกต่อไป จะได้นอนหลับสบายตลอดคืน